วันนี้ท่านอัครเสนาบดีถึงคราวรับกรรมแล้วหรือยัง

ตอนที่4-เย้ยหยัน

11 นาที· 2.5K คำ

ตอนที่ 4 เย้ยหยัน

เซวียหนิงเพียงต้องการใกล้ชิดกับเจียงซื่อ แต่นางไม่ต้องการให้ซูจ้านอยู่ในห้องของนาง

พูดกับเจียงซื่อได้ไม่กี่คำ ก็เอ่ยปากว่าร่างกายอ่อนล้า อยากพักผ่อน

เจียงซื่อลูบศีรษะนาง บอกให้นางนอนลงอย่างสบายใจ

เมื่อเจียงซื่อจะไป ซูจ้านผู้เป็นบุรุษนอกเรือนก็ไม่มีเหตุผลให้อยู่ต่อ

เมื่อบุรุษผู้นั้นจากไปแล้ว เซวียหนิงก็ลงจากเตียงทันที เดินเท้าเปล่าไปยังข้างหน้าต่าง มองแผ่นหลังของแม่ลูกคู่นั้นที่ค่อย ๆ ห่างไกลออกไป

หิมะโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ปกคลุมลานเรือนด้วยสีขาวโพลน เป็นวันที่หนาวเหน็บในช่วงใกล้ตรุษเช่นกัน

แต่ตอนนี้ได้แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว

นางได้ขัดขวางเหล้าชุนชิวถ้วยนั้นไว้ได้

เปลี่ยนชะตากรรมที่จะต้องแต่งงานกับซูจ้านของนาง

นางจะไม่เฝ้าห้องหอว่างเปล่านับสิบปี จะไม่เฝ้ารอด้วยหัวใจทั้งดวงให้ซูจ้านมาโปรยความรักอันน่าสังเวชเพียงน้อยนิดให้แก่นางอีกต่อไป

ในครั้งนี้ นางจะผลักซูจ้านออกไปจากโลกของนางด้วยมือของนางเอง

นางจะมีชีวิตเพื่อตนเองอย่างแท้จริงสักครั้ง

เซวียหนิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดี หน้าตาเบิกบาน รู้สึกได้ถึงความโล่งอกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในอก

“เป่าฉาน!”

“คุณหนู บ่าวกำลังต้มยาอยู่เจ้าค่ะ!”

เป่าฉานโผล่ศีรษะออกมาจากห้องครัวเล็ก เมื่อเห็นว่าคุณหนูของนางเดินเท้าเปล่า ก็โกรธจนหน้าแดง

“คุณหนู เจ้าตกน้ำมาแล้วนะเจ้าคะ เหตุใดยังไม่สวมรองเท้าอีก?”

เซวียหนิงดีใจสุดขีด วิ่งเท้าเปล่าออกจากเรือน สวมกอดเป่าฉานที่ในตอนนี้ยังมีรูปร่างอวบอิ่มเต็มไม้เต็มมือ ดวงตาแดงก่ำพลางเอ่ยว่า "เป่าฉาน ข้าหิวแล้ว คืนนี้เราไปกินบะหมี่หยางชุนด้วยกันสักชามเถิด ไม่สิ ไม่ใช่แค่นี้ พวกเราต้องกินบะหมี่หยางชุนด้วยกันทุกปี... ทุกปี... ทุกๆ ปีเลย..."

"คุณหนูกำลังพูดเพ้อเจ้ออะไรอยู่หรือ?" เป่าฉานไม่เข้าใจความหมาย ถูกเรือนร่างอบอุ่นของเด็กสาวโอบกอดไว้ รู้สึกเพียงเคอะเขินไปทั้งตัว ตั้งแต่ท่านเหล่า ท่านฮูหยิน และซื่อจื่อจากไป คุณหนูก็ไม่เคยสนิทสนมกับใครอีกเลย ยกเว้นแต่ท่านซูซื่อจื่อ "ในจวนโหวมีของดีอะไรบ้างที่ไม่มี เหตุใดคุณหนูจึงอยากกินแต่บะหมี่หยางชุนเล่า?"

เซวียหนิงวางคางลงบนบ่าของเป่าฉาน น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย

จริงแท้แน่นอน จวนเซวียนอี้โหวสูงส่งด้วยเกียรติยศและความมั่งคั่ง อาหารเลิศรสใดบ้างที่ไม่มี?

ขอเพียงนางไม่ล้ำเส้น ไม่เรียกร้องมากเกินไป นางก็จะเป็นคุณหนูแห่งจวนโหวที่สูงส่งที่สุด

ต่อไปเมื่อซูจ้านได้เป็นโส่วฝู่แห่งกรมใน นางยังจะอยู่ภายใต้ร่มเงาคุ้มครองของเขา แต่งงานกับคนธรรมดาสุจริตดีๆ สักคน มีชีวิตที่สุขสบายเป็นอิสระ

เมื่อคิดทุกอย่างได้กระจ่างแจ้งเช่นนี้ เซวียหนิงยังจะมีอะไรไม่พอใจอีกเล่า?

ปีนี้นางอายุครบสิบห้า อายุถึงเกณฑ์ปักปิ่นแล้ว อย่างช้าที่สุดปีหน้า เจียงซื่อก็คงจะเริ่มจัดการเรื่องหาคู่ให้นาง

ครั้งนี้ นางจะต้องแต่งกับบุรุษที่ชอบพอนางจริงๆ สัมผัสรสชาติของการมีคนรักใคร่ให้จงได้

เป่าฉานไม่อาจขัดคำอ้อนวอนของเซวียหนิงได้ สุดท้ายก็ลงมือทำบะหมี่มาสองชาม

นายบ่าวทั้งสองหลบพวกสาวใช้แม่นมคนอื่น ๆ หลบอยู่ในห้องที่จุดเตาถ่านไร้ควันไว้ กินอย่างอิ่มหนำสำราญอยู่เกือบครึ่งชั่วยาม

เป่าฉานมีบางคำไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่ "ได้ยินว่าองค์หญิงซิ่วหนิงดื่มสุราเข้าไป ร่างกายไม่สบาย จึงพักอยู่ในจวน เรือนก็อยู่ข้าง ๆ ท่านซื่อจื่อเลยเจ้าคะ"

เซวียหนิงก้มหน้ากินบะหมี่ ทำเป็นไม่ได้ยิน "อืม"

เป่าฉานรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก "คุณหนู ท่านไม่ได้ยินหรือเจ้าคะ"

เซวียหนิงกินบะหมี่น้ำใสเข้าไปคำใหญ่ ท้องก็อุ่นสบายขึ้นมา

นางเงยหน้าขึ้น ดวงหน้างดงามคู่นั้นฉายแววเรียบเฉย "ได้ยินชัดเจนแล้ว เกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า"

เป่าฉานเกาหัวอย่างจนใจ หากนางจำไม่ผิด เมื่อก่อนนี้ คุณหนูเกลียดองค์หญิงซิ่วหนิงที่สุดเลยนะเจ้าคะ

……

รุ่งเช้าของอีกวัน เซวียหนิงก็ตื่นแต่เช้าตรู่

จวนเซวียนอี้โหวมีเจียงซื่อเป็นผู้ดูแลบ้านเรือน กฎระเบียบไม่ถือว่าเคร่งครัดนัก ข้อเรียกร้องต่อบุตรหลานในจวนก็ไม่มาก

แค่วันขึ้นค่ำกับวันเพ็ญไปโผล่หน้าที่สวนชิวสุ่ยของนางก็พอ

เพียงแต่เซี่ยเหล่าไท่จวินผู้อาวุโสสูงสุดแห่งจวนโหวมีพื้นเพสูงส่ง แต่กลับเป็นคนเคร่งครัด

เมื่อก่อนเซวียหนิงกลัวนางที่สุด จึงไม่ค่อยชอบไปคารวะยามเช้าและยามค่ำต่อหน้าผู้อาวุโส

อีกทั้งนางยังสูญเสียทั้งบิดามารดา พี่ชายน้องชายก็ตายในสนามรบ อาศัยใต้ร่มเงาผู้อื่นมานานหลายปี นิสัยจึงมักจะเก็บตัวและขลาดอ่อนกว่าหญิงสาวอื่น

เจียงซื่อแทบจะตามใจนางทุกอย่าง นางไม่ต้องการพบปะผู้ใด นางก็ปล่อยให้นางใช้ชีวิตอยู่ในเรือนเล็กของตน

ทว่าก็หลังจากแต่งเข้าสกุลซูนี้เอง เซวียหนิงจึงเข้าใจวิถีทางเป็นมนุษย์ ไม่อาจคำนึงถึงแต่ตนเอง

เจียงซื่อเพื่อนางแล้ว ต้องแบกรับแรงกดดันจากทุกสาขา ถูกเซี่ยเหล่าไท่จวินบีบคั้น ถูกสาขารองหัวเราะเยาะ ถูกสาขาสามดูแคลน ภายหลังยังตายอย่างน่าเวทนาเช่นนั้น…

ยากนักที่จะไม่ทำให้นางระแวงว่า ความรังเกียจที่ซูจ้านมีต่อตนนั้น อาจเป็นเพราะนางทำให้เจียงซื่อผิดหวัง

ยามนี้ได้เกิดใหม่ทั้งครา นางจะไม่ยอมให้เจียงซื่อต้องก้าวเดินลำบากในเรือนหลังนี้เพราะนางอีก

“คุณหนูจะไปคารวะเหล่าไท่จวินจริง ๆ หรือ?”

เป่าฉานหยิบผ้าคลุมบุขนหนูเทามาคลุมให้เซวียหนิง กล่าวอย่างไม่เต็มใจ “เหล่าไท่จวินก็ไม่โปรดปรานคุณหนู ทั้งยังมีคุณหนูสาขารองสาขาสาม ก็ไม่สนิทสนมกับคุณหนู สู้ไม่ไปเสียยังดีกว่า”

เซวียหนิงเก็บเตาถ่านมือพลางเดินออกไป “ตั้งแต่บัดนี้ ข้าจะไปทุกวัน”

“เอ๊ะ?” เป่าฉานฉงน “คุณหนูไม่โปรดคบค้าสมาคมกับผู้อื่นในจวนมิใช่หรือ?”

เซวียหนิงยิ้มบาง “คบหาบ้างก็ไม่เสียหาย ล้วนเป็นพี่น้องร่วมสกุลเดียวกัน”

เป่าฉานหยอกเย้า “กับซื่อจื่อก็นับเป็นพี่น้องหรือ?”

เซวียหนิงชะงักไป กล่าวอย่างหนักแน่น “กับซื่อจื่อก็นับ”

เป่าฉานเงียบไป ดวงตาเบิกกว้างเดินตามหลังคุณหนูตน ในหัวมีแต่คิดว่าคุณหนูมีอาการไข้เพ้อหรือไม่?

นางมิใช่โปรดซื่อจื่อที่สุด อยากเป็นภรรยาซื่อจื่อหรอกหรือ ไฉนตอนนี้จึงกลายเป็นพี่น้องเสียเล่า?

เซวียหนิงก้าวเท้าเบาสบาย หลังจากล้มป่วย นางก็มีแต่นอนซมอยู่บนเตียง

หย่งโจวอากาศย่ำแย่ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะฤดูหนาว หิมะตกทีไรก็หลายเดือนไม่เห็นตะวัน

หลังล้มป่วย เป่าฉานก็ยิ่งลำบากขึ้นทุกวัน บ่าวไพร่ในเรือนเก่าหาเรื่องกลั่นแกล้งทุกทาง

นางเกือบถูกกักขังอยู่ในเรือนเล็กสี่เหลี่ยมนั้น พึ่งพาอาศัยเป่าฉานเพื่อประทังชีวิต

ยามนี้นางตัวเบาดุจนกนางแอ่น ไร้เรื่องกังวล อิสระเสรี ทำให้นางอารมณ์ดีเสียจนดีกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

จากศาลาชีอวิ๋นไปยังโถงวั่นโซ่วของเซี่ยเหล่าไท่จวินนั้นไกลที่สุด ตอนแรกเจียงซื่อก็กังวลว่านางจะถูกผู้อื่นรังเกียจ เกรงว่านางจะอึดอัด จึงตั้งใจเลี้ยงนางไว้ในเรือนที่เปลี่ยว

นางเดินฝ่าหิมะอยู่นานหนึ่งก้านธูป จึงถึงหน้าประตูเรือนเซี่ยเหล่าไท่จวิน หายใจหอบเล็กน้อย

เป่าฉานร้อนใจนัก “คุณหนู ไม่เป็นไรนะ”

เซวียหนิงยิ้ม “ไม่เป็นไร”

เป่าฉานเริ่มถอยหลัง “บ่าวเห็นว่าอย่าไปเลยดีกว่า ตอนนี้กลับยังทัน”

“อย่ากลัวเลยเป่าฉาน เส้นทางที่ควรก้าวไปข้างหน้าอย่าได้หันหลังกลับ”

เรือนกายนางเมื่อวานตกน้ำ เวลานี้ยังอ่อนเปลี้ยอยู่บ้าง

เดิมคิดจะพักอยู่หน้าเรือนสักครู่ แล้วค่อยเข้าไป

กลับเห็นซูจ้านห่มเสื้อคลุมแพรดำเดินคู่มากับบุรุษหนุ่มอีกสองคนของจวน กั้นร่มแพรเดินมา

เซวียหนิงไม่อยากพบซูจ้าน แทบจะหมุนตัวเดินจากไปทันที

แต่กลับถูกคนเอ่ยปากเรียกให้หยุด

“นี่มิใช่คุณหนูเซวียที่หลายปีหลบอยู่ในศาลาชีอวิ๋นไม่พบปะใครหรอกหรือ?”

ผู้พูดคือบุตรชายใหญ่แห่งสาขารอง ซูอวี้ มีดวงตาหงส์คู่ เปี่ยมเสน่ห์หลายใจ นิสัยแปรปรวน

ในสกุลซู ผู้ที่ถูกชะตากับเซวียหนิงน้อยที่สุดก็คือเขา

แน่แล้ว ซูอวี้เห็นเซวียหนิงจะเข้าโถงวั่นโซ่ว ก็ยื่นมือมาฉวยข้อมือขาวบางของนาง ดึงนางออกมา “เมื่อก่อนนั้น คุณหนูเซวียทะนุถนอมเรือนกายงาม ปิดประตูเรือนกลางวันแสก ไฉนยามนี้เพิ่งเข้าสู่วัยปักปิ่น จึงรีบร้อนมาปรากฏตัวต่อหน้าท่านย่า?”

วาจานี้ เต็มไปด้วยคำถากถาง

แทบจะไม่เหลือไว้ซึ่งการบอกโดยนัยว่า เซวียหนิงจงใจมาดักพวกคุณชายจวนโหว เพื่อประจบประแจงแสวงหาความโปรดปราน

นางเป็นสาวงามกำพร้า หลังเข้าสู่วัยปักปิ่นแล้ว เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือชีวิตคู่ของตน

ซื่อจื่อแห่งจวนโหวสงบนิ่งดั่งห้วงน้ำลึก หนักแน่นดั่งขุนเขา เยือกเย็นสงวนตน อีกทั้งเป็นขุนนางคนโปรดแห่งราชสำนัก

คุณชายแห่งจวนโหวผู้นี้ ทำตัวไม่ยี่หระต่อโลก หน้าตาสง่าผ่าเผย เกิดในตระกูลสูงศักดิ์

ไม่ว่าจะแต่งกับคนไหน สำหรับเซวียหนิงแล้ว ล้วนเป็นการไต่เต้าไปสู่ที่สูง

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com

ความคิดเห็น

0/1,000

ยังไม่มีความคิดเห็น

เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นในตอนนี้