นางกล่าวว่านางมิได้ก่อกวน เพียงแต่นางอยากถามเขาว่า เขายังมีความรู้สึกต่อนางอยู่หรือไม่
ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับลุกขึ้นโดยไม่ลังเล ไม่เอ่ยถึงคำว่ารู้สึกแม้แต่น้อย เพียงกล่าวกับนางอย่างเย็นชาว่า “ข้ารับปากเรื่องของเจ้า จะทำให้ได้แน่ ภายหน้านางนางอยู่ที่สวนหลี เจ้าก็อย่าไปรบกวนนาง”
กล่าวจบก็สาวเท้าออกไปจากสวนชิวสุ่ย
ในตอนนั้น หัวใจของเจียงซื่อ ราวกับถูกใครบางคนเหยียบย่ำจนแหลกละเอียดในพริบตา
นางล้มหมอนนอนเสื่อไปกว่าครึ่งเดือน เมื่อพบหน้าเนี่ยอีเหนียงอีกครั้ง เนี่ยอีเหนียงผ่องใสเปล่งปลั่ง แต่นางกลับเหมือนแก่ลงไปห้าปี
ต่อมา นางค่อยๆ คลายความขุ่นข้องในใจ เช่นเดียวกับแม่นมซ่ง รู้สึกยินดีที่บุรุษผู้นั้นมีเพียงเนี่ยอีเหนียงเป็นอนุภรรยาคนเดียว
ช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ เขายังมาค้างแรมที่สวนชิวสุ่ยอยู่บ่อยครั้ง
ทว่าระยะสองปีมานี้ กลับค้างอยู่ที่เรือนของเนี่ยซื่อทุกค่ำคืน
“อืม ข้าทราบดีแล้ว แม่นมซ่งไม่ต้องกังวล” หัวใจของเจียงซื่อนับแต่เนิ่นนานก็เย็นชืดไปหมดแล้ว ฉีกยิ้มพลางกล่าวอย่างจนใจ “แม่นมไม่ต้องห่วงข้า ตอนนี้ใจข้าจดจ่ออยู่กับเรื่องการแต่งงานของลูกทั้งสอง จะมีกะจิตกะใจไปยุ่งกับอนุภรรยาคนหนึ่งได้อย่างไร”
แม่นมซ่งกล่าวว่า “ยังดีที่อนุเนี่ยนางนั้นยังรู้จักเจียมตน ไม่ออกมาเพ่นพ่านให้ฮูหยินเห็นหน้า จนบัดนี้ก็ยังไม่มีบุตร ตำแหน่งซื่อจื่อของพวกเราจึงมั่นคง ท่านโหวก็ยังให้ความสำคัญกับซื่อจื่อของเรา”
เจียงซื่อพยักหน้า ยกนิ้วชี้ขึ้นปาดคราบน้ำตาที่หางตา รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าราวกับละอองหมอกบางเบา “แม่นมไปพักผ่อนเถิด”
