เพียงชั่วเวลาธูปหนึ่งก้าน เฉาจิ่นก็ร้อนรนมาถึง พอเห็นเฮ่ามัวมัวก็ยิ้มจนปากปริ “คนอยู่ที่ใด? นางอยู่ที่ใด?”
เฮ่ามัวมัวหน้าเครียด เมียงซ้ายมองขวา เห็นว่าไร้ผู้คนจึงรีบดึงบุรุษใจร้อนผู้นั้นกำชับ “ข้างในหลับใหลอยู่นั้นเป็นคุณหนูแห่งจวนเซวียนอี้โหว ซื่อจื่อโปรดเบาเสียงหน่อย อย่าให้เกิดเอะอะโวยวาย”
“ไม่เอะอะแล้วคนนอกจะรู้ได้อย่างไรว่าข้ากับนางนอนด้วยกัน?” เฉาจิ่นไม่พอใจ เลียริมฝีปากด้วยความร้อนรนยิ่ง “วันนี้ข้าจะทำให้นางลืมโลกไปเลย ไม่ต้องให้ยายแก่เจ้าพร่ำสอน ซื่อจื่อข้ารู้ว่าควรทำเช่นไร”
เฮ่ามัวมัวแอบกลอกตา “ซื่อจื่อระวังอย่าทำให้คนถึงแก่ความตายก็แล้วกัน”
เพียงนึกถึงผิวกายขาวดั่งหิมะของเซวียหนิง ร่างทั้งร่างของเฉาจิ่นก็ซ่าซ่านไปหมด แสงตาอันลามกปรากฏวาบ “วางใจเถิด ตายไม่ได้ ข้ายังรอแต่งนางกลับจวนเป็นภรรยาเอกอยู่เล่า!”
เฮ่ามัวมัวห้ามเขาไว้ไม่อยู่จริง ๆ จึงได้แต่ปล่อยคนเข้าไปด้วยใจหวาดผวา
เฉาจิ่นกึ่งเดินกึ่งวิ่งถึงหน้าห้องพระ เขาหรี่ตาและสูดดมลึก ๆ
รู้สึกว่าทั่วจมูกมีแต่กลิ่นหอมหวานละมุนของกายสตรีผู้นั้น
ใบหน้างามล้ำและความหอมแห่งเรือนกายของเซวียหนิงนั้น เขารู้ดี
เพียงเขาเดินผ่านนาง ก็ให้รู้สึกตรึงตราตรึงใจ หอมหวนซ่านถึงก้นบึ้งจิตใจยิ่งนัก
น่าเสียดายที่ในงานวันคล้ายวันเกิดฮูหยินแห่งจวนเซวียนอี้โหวครั้งนั้น เขาได้แต่มองดูยอดหญิงงามอ่อนช้อยเช่นนั้นจากระยะไกล ไม่อาจเข้าถึงตัว…
แต่ในวันนี้ น้องสาวผู้น่ารักของเขาได้ให้โอกาสอันดีแก่เขาในการสมสู่กับเซวียหนิง
เขาย่อมไม่ปล่อยให้หลุดลอยอย่างแน่นอน อีกประเดี๋ยวจะต้องให้นางประจักษ์ถึงฤทธาของเขาเสียบ้าง
