เซวียหนิงหายใจติดขัด สะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียง ดวงตาเหม่อลอยคู่หนึ่งจ้องมองมุ้งผ้าโปร่งสีเรียบ นางยกมือขึ้นปาด ใบหน้ามีทั้งหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา
นางนั่งนิ่งงันอยู่บนเตียง อยู่นานกว่าจะตั้งสติได้
ฟ้ายังไม่สาง นอกหน้าต่างหิมะโปรยปราย เสียงลมหนาวซ่าๆ พัดโคมไฟริมระเบียงไหวเอน
เมื่อวานนางตัวร้อนผ่าวไปทั้งร่าง ฤทธิ์ยายังไม่สร่างซา พลิกไปพลิกมาก็นอนไม่หลับ สุดท้ายจึงลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่าง
เช้านี้ตื่นขึ้นมา ร่างกายยังไม่รู้สึกสดชื่นขึ้น คอกลับแห้งผากราวกับมีเปลวไฟลุกโชน เปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งยังคงอวลอยู่ ณ ท้องน้อย แผดเผาจนจิตใจนางกระวนกระวายยิ่งนัก
ร่างกายยังคงว่างเปล่า ไม่ได้รับการตอบสนอง ไม่อาจคลายฤทธิ์ยาได้เลย
นางกุมหน้าอกที่เจ็บแปลบ รู้สึกจั๊กจี้คันคอ กลั้นไม่ไหวพลันไอออกมา
เป่าฉานเปิดม่านเตียงขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล "คุณหนู เมื่อวานแช่น้ำเย็นตั้งนาน รู้สึกว่าร่างกายเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ"
เซวียหนิงเม้มริมฝีปาก ขยับร่างที่ปวดเมื่อย เอ่ยเสียงแหบพร่าว่า "เกรงว่าคงต้องไปหาหมอแล้วล่ะ"
เป่าฉานจึงหมุนตัวจะออกไปนอกประตูเพื่อให้คนไปเชิญหมอ ที่ศาลาชีอวิ๋น หากจะตามหาหมอ ล้วนต้องแจ้งผ่านซูจ้านหรือไม่ก็เจียงซื่อทั้งสิ้น
เซวียหนิงหน้าแดงระเรื่อหนักขึ้นอีก เอ่ยเรียกนางไว้เสียงอ่อน "กลับมาเถิด เรื่องนี้จะให้คนในจวนโหวรู้มิได้"
เป่าฉานชะงักไปทั้งตัว มองดูท่าทางทุกข์ทรมานของนายสาวแล้วร้อนใจยิ่งนัก “แต่ว่าพวกเราจะไปตามหมอเองไม่ได้นะเจ้าคะ... อย่างไรก็ควรไปบอกกล่าวฮูหยินเจียงสักหน่อย... ฮูหยินโปรดปรานคุณหนู... ย่อมต้องช่วยคุณหนูคิดอ่านแน่”
เซวียหนิงเข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี นางเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือน จะมีอำนาจไปตามหมอตามยามาได้อย่างไร
เจียงซื่อดีต่อนางอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เรื่องที่นางถูกลอบวางยาสวาทนี้ อย่างไรเสียก็มิอาจให้คนในจวนโหวล่วงรู้ได้
