ชายหนุ่มสวมอาภรณ์ขุนนางสีเขียวแก่ คาดเข็มขัดหนังรัดเอวเพรียว เผยให้เห็นรูปร่างสูงใหญ่สง่างามน่าเกรงขาม
สง่าราศีของเขาเย็นเยียบ แฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมที่มิอาจเอ่ย หน้าตาเปี่ยมด้วยความเยือกเย็น พอเท้าก้าวเข้ามา ในเรือนก็เงียบงันลงทันตา
“ท่านพี่ซื่อจื่อ วันนี้เหตุใดกลับจากราชการเร็วนัก”
เซี่ยหนิงถังยิ้มแย้มเบิกบาน ลุกขึ้นเป็นคนแรก ก้าวเข้าไปรับหมวกขุนนางที่บุรุษยื่นให้
“วันนี้ที่กรมมีธุระไม่มาก”
“ข้างนอกหิมะตกหนักถึงเพียงนี้ ท่านพี่ซื่อจื่อ รีบมาผิงไฟเถิด”
เซวียหนิงก้มหน้าลงเร็วพลัน เงียบงันพลางเก็บกำไลเข้าไปในแขนเสื้อ
ซูจ้านทำความเคารพญาติผู้ใหญ่หลายท่าน แววตากวาดผ่านขนมเค้กดอกหอมหมื่นลี้ที่วางอยู่บนโต๊ะ และยังเห็นเซวียหนิงซึ่งก้มหน้าคอตก ในใจก็อดขยะแขยงมิได้
หลายวันมานี้ นางสงบเสงี่ยมหลีกเลี่ยงเขา ไม่ได้มาให้เห็นหน้าวุ่นวาย
เขายังนึกว่า หลังจากที่ต้องลมจนเป็นไข้เมื่อวันนั้น นางคงจะรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวแล้ว
ไม่คาดคิด เป็นเพียงอุบายถอยเพื่อบุกของนางเท่านั้น
นี่เพิ่งผ่านไปกี่วันกัน
นางก็เริ่มขะมักเขม้นไปมาหาสู่ที่สวนชิวสุ่ยอีกครั้ง มิใช่ส่งขนม ก็ส่งซุปตุ๋นมา บางคราวยังอาศัยอยู่กินข้าวเย็นเสร็จจึงกลับ
หากไม่ใช่เจตนามาพบเขา แล้วจะเป็นอะไรได้อีกเล่า
ทว่าต่อหน้าบรรดาผู้ใหญ่ เขาก็มิอาจเอ็ดตะโรให้นางได้อายต่อหน้าธารกำนัล
จึงได้แต่ทำหน้าเย็นชานั่งลงบนตั่งหลัวฮ่าน ยกถ้วยน้ำชาร้อนขึ้นมาจิบเนิบ ๆ
ชาอุ่นละมุนไหลผ่านลำคอ ขจัดความเหน็บหนาวในกายพลันสลาย
เซี่ยหนิงถังก็เริ่มขยับเข้าไปใกล้เขา พลางถามว่าที่กรมอาญาช่วงนี้มีคดีความน่าสนใจอะไรบ้างหรือไม่
