ตอนที่ 2 เปลี่ยนชะตา
เพิ่งจะมาถึงศาลาเฉาหัว ผ่านม่านหิมะที่โปรยปรายไกลสุดตา เซวียหนิงก็เห็นบุรุษผู้โดดเด่นประหนึ่งนกกระเรียนท่ามกลางฝูงคนด้วยเพียงแค่ชำเลืองเดียว
ทั้งที่อากาศหนาวถึงขีด แต่นางกลับรู้สึกว่าหิมะที่ร่วงหล่นต้องผิวยามนี้ร้อนเสียจนแทบลวก
“ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว ซื่อจื่อกลับมาจากราชการ ครานี้คงไม่ต้องจากเมืองหลวงไปอีกแล้วกระมัง?”
น้ำเสียงของบุรุษนั้นเย็นชา “อืม พักสักสองสามวัน ก็จะกลับไปเข้ากรมอาญาเช่นเดิม”
ได้ยินเสียงสนทนาของบุรุษเหล่านั้นแต่ไกล ร่างของเซวียหนิงก็พลันแข็งค้าง หน้าอกบีบรัดแน่นขึ้นมา
ว่ากันตามจริง เพิ่งจะไม่กี่วันเท่านั้นที่ไม่ได้พบหน้า ทว่านับตามความจริงแล้ว นางกับเขา… ไม่ได้พบกันมานานถึงสี่ห้าปีแล้ว
ซูจ้านในยามวัยหนุ่มนั้น รูปงามไร้ที่เปรียบ คิ้วดั่งกระบี่เฉียงตวัดเข้าไปจรดขมับ
เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ก็ราวกับภาพวาดฝีมือเทพที่บรรจงสร้าง
วันนี้ จวนเซวียนอี้โหวจัดงานเลี้ยงใหญ่โตมโหฬาร ทั้งโถงหน้าและเรือนหลังมีแขกเหรื่อเดินกันขวักไขว่
บรรดาฮูหยินและบุตรีสูงศักดิ์ในเรือนหลังล้วนมารวมตัวกัน ณ ศาลาเฉาหัวเพื่อชมงิ้วอยู่ในขณะนี้
แน่นอน คนบนเวทีงิ้ว จะสู้คนที่นั่งอยู่เบื้องล่างได้อย่างไร
สายตาของสาวสะพรั่งทุกรูป ต่างแอบจับจ้องไปยังร่างของซื่อจื่อซูจ้าน
ซูจ้านอายุถึงวัยสวมกวานแล้ว ทั้งยังสอบได้เป็นจอหงวนสามสนามติดต่อกัน จึงเป็นผู้ที่เหมาะสมแก่การเป็นสามีที่เนื้อหอมที่สุดในเมืองตงจิง
วันนี้ ฮูหยินเจียงจัดงานฉลองวันเกิด เชิญสตรีสูงศักดิ์ผู้มีชื่อเสียงในเมืองหลวงมาอย่างมากมาย ก็เพื่อจะเลือกภรรยาให้เขาดูตัว
ผู้ที่เขาทะนุถนอมในดวงใจ องค์หญิงซิ่วหนิงจวิ้นจู่ เซี่ยหนิงถัง ก็อยู่ ณ ที่นี่ด้วยในวันนี้ นั่งประจำที่กายของเจียงซื่อ
ในชาติก่อน ณ เวลานี้ เซวียหนิงรู้ว่าเจียงซื่อจะหาแม่สื่อให้เขา จึงแสร้งทำเป็นป่วย ไม่ยอมอยู่กับผู้คน กลับจงใจให้เป่าฉานนำยาปลุกกำหนัดนั้นหยอดลงในสุราของซูจ้านเสีย
รอให้ซูจ้านถูกฤทธิ์ยากำเริบแล้ว ถูกประคองเข้าไปในศาลาเฉาฮุยที่อยู่ใกล้ ๆ
นางจึงได้แอบย่องเข้าไปในห้อง
และในวันนั้นเอง ที่นางกับซูจ้านมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเป็นครั้งแรก
แม้ว่าบุรุษจะป่าเถื่อนนัก ทำเอานางเจ็บแปลบ แต่นางก็ยังกัดฟันแน่น ไม่ยอมร้องไห้ออกมา
กลับนั่งรออย่างว่าง่าย รอให้ฮูหยินเจียงพบว่านางกับซื่อจื่อหายตัวไป ตามมาพบเห็นนางกำลังพลอดรักคลุกคลีกับซูจ้านอยู่
ฮูหยินเจียงเป็นคนเฝ้ามองนางเติบใหญ่ เลี้ยงดูนางประหนึ่งบุตรสาวแท้ ๆ ตั้งแต่เล็กแต่น้อย
ในวันนั้น เป็นครั้งแรกที่นางมองเห็นแววตาผิดหวังในดวงตาของฮูหยินเจียง
ชื่อเสียงว่านางไม่รักนวลสงวนตัว ก็ถูกแพร่งพรายออกไปตั้งแต่ครานั้น
ทั้งที่นางได้รับสืบทอดความงามอันดีที่สุดจากบิดามารดา กำเนิดรูปโฉมงดงามล่มฟ้าล่มดิน
ทว่าในเมืองตงจิง ไม่ว่าครอบครัวขุนนางผู้ร่ำเรียนใด ๆ ล้วนไม่ยินดีที่จะแต่งนางผู้หญิงที่ยอมลดตัวต่ำช้าตนเองเช่นนี้กลับเรือน
หลังจากนั้น งานมงคลสมรสระหว่างนางกับซูจ้านก็ถูกกำหนดขึ้น
ซูจ้านเป็นซื่อจื่อแห่งจวนโหว แบกรับเกียรติยศและอนาคตของสกุลซูไว้บนบ่าทั้งสองข้าง
ส่วนนาง บิดามารดาและพี่น้องล้วนตายเสียสิ้นแล้วในสมรภูมิ เป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ไม่อาจช่วยเหลืออันใดเขาได้เลย
ฮูหยินเจียงผิดหวังในตัวนางถึงขีดสุด คนสกุลซูทุกผู้คนล้วนดูถูกเหยียดหยามนาง
ซูจ้านที่โดยแท้แล้วถือว่าเติบโตมาด้วยกันกับนางตั้งแต่เล็ก ความรู้สึกที่มีต่อนางก็แปรเปลี่ยนไปในทางร้าย
ทั้งที่ความเป็นพี่น้องกันคือจุดจบที่ดีที่สุด แต่นางกลับดึงดันจะไขว่คว้าให้ได้
ผลลัพธ์จากการดั้นด้นไขว่คว้า ก็คือการได้รับความรังเกียจเดียดฉันท์อันไร้เยื่อใยจากเขา
หลายปีที่นางแต่งเข้าสกุลซู ชีวิตของนางย่ำแย่ลงทุกวัน เมื่อเจียงซื่อตาย ก็ไร้ผู้ใดจะดีต่อนางอีก
นางกับซูจ้านสองคน ภายนอกดูประหนึ่งสามีภรรยาที่ปรองดอง ให้เกียรติกันดุจอาคันตุกะ ทว่าแท้จริงแล้วความขมขื่นภายในใจนั้น น่าจะมีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ดี
“หนิงหนิง มาได้อย่างไรกัน?”
เจียงซื่อเป็นผู้แรกที่สังเกตเห็นนาง ยิ้มพลางกวักมือเรียกนางมา
เซวียหนิงดึงสติกลับมาจากความทรงจำ เก็บรวบความขมขื่นที่แผ่ซ่านในอก เดินเร็ว ๆ ลัดเลาะไปตามระเบียงทางเดิน นัยน์ตาคล้ำแดงก้าวไปยังข้างกายเจียงซื่อ
“ฮูหยิน…”
เจียงซื่อกับมารดาของนาง เป็นเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เล็ก ความผูกพันจึงลึกซึ้งนัก
บิดามารดาเสียชีวิตในสนามรบ ณ ชายแดน บรรดาคนในตระกูลเซวียต่างหมายตาความดีความชอบทางทหารของสกุลเซวีย พากันแย่งชิงที่จะเลี้ยงดูนาง
เป็นเพราะฮูหยินเจียงยืนหยัดฝ่าคำคัดค้านจากทุกฝ่าย รับตัวนางมาจากสาขาย่อยสกุลเซวีย มาอุปถัมภ์เลี้ยงดูในจวนโหว ภายหลังก็ยังเป็นนางที่บีบบังคับให้ซูจ้าน ต้องแต่งนางเป็นภรรยา
น่าเสียดาย เพียงไม่นาน เจียงซื่อก็ป่วยหนักรักษาไม่หายและเสียชีวิต
ซูจ้านโทษว่านางเป็นต้นเหตุที่ทำให้เจียงซื่อตาย แต่นางเติบโตขึ้นมาใต้การเลี้ยงดูของเจียงซื่อ แล้วนางจะคิดร้ายต่อนางได้อย่างไร
มองดูผู้ที่เคยรักใคร่เมตตาตนมากที่สุดตรงหน้า ดวงตาของเซวียหนิงก็ร้อนผ่าว ความขื่นขมเอ่อท้นขึ้นมา นางเพียงอยากจะร้องไห้ออกมาให้เต็มที่
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่นางจะมาเล่าความหลังกับเจียงซื่อ
เจียงซื่อกุมมือนางไว้ เห็นขอบตาของนางแดงก่ำ ก็เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “ไม่ใช่ร่างกายไม่สบาย หนิงหนิง ตอนนี้ดีขึ้นบ้างหรือยัง”
“เรียนฮูหยิน ข้านอนพักไปครู่หนึ่ง ดีขึ้นมากแล้ว ข้าได้ยินว่าท่านพี่กลับมา——”
สายตาของเซวียหนิงกวาดไปยังซูจ้านที่นั่งอยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เห็นเขาเพียงยกมือขึ้นหยิบถ้วยสุราในมือขึ้นมา
ใช่แล้ว สุราในถ้วยนั้นแหละ
รูม่านตาของเซวียหนิงหดเกร็ง ตัวพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที นางไม่ทันได้สนทนากับเจียงซื่ออีก รีบสาวเท้าเข้าไปหาซูจ้านเพียงไม่กี่ก้าว แล้วยื่นมือเข้าไปแย่งถ้วยสุราในมือเขามาต่อหน้าผู้คน
ไม่เพียงแต่เจียงซื่อจะตะลึงงัน ผู้คนใต้เวทีแสดงงิ้ว มองดูการกระทำอันน่าประหลาดใจของนาง ก็พลอยแสดงสีหน้าแปลกประหลาดกันไปตาม ๆ กัน
อย่างไรเสียเซวียหนิงก็เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากจวนโหว ไฉนจึงมากระทำเรื่อง…ที่ไม่สมควรทำในที่สาธารณะเช่นนี้ได้
บุรุษซึ่งเดิมนั่งอยู่บนเก้าี้ก็พลันเงยหน้ามองนางในบัดดล
ท่ามกลางเม็ดหิมะโปรยปราย สบเข้ากับดวงตาหงส์สีดำคมกริบคู่นั้น
เซวียหนิงหน้าซีดเผือด แต่มือกลับกำจอกสุรานั้นไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ซูจ้านจ้องมองนางตรง ๆ เห็นเพียงหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอร่าม มีดวงตาอัลมอนด์รูปสวย ใบหน้าแดงระเรื่อดุจดอกท้อ งดงามจับตา ทว่าดวงตากลมโตที่เคยฉ่ำวาวดุจน้ำในวันวาน บัดนี้กลับลุกโชนราวกับมีเปลวไฟนัยน์ตาคู่นั้น เปี่ยมด้วยความหมายบางอย่างที่ยากจะเอ่ยเอื้อนได้หมด
ใจของเขากระตุกวาบอย่างประหลาด ไม่เข้าใจความหมายนั้น ก่อนจะยื่นมือใหญ่ที่เห็นข้อนิ้วชัดเจนออกไป สายตาเย็นชาเรียบเฉยคล้ายกำลังตำหนิที่นางไม่รู้จักกาลเทศะ
“อานิง นี่เจ้าจะทำอะไร?”
เขาทำท่าจะหยิบแก้วสุรากลับคืนมาตามอำเภอใจ
เซวียหนิงจะยอมให้เขาได้ดังใจปรารถนาได้อย่างไร
เป็นสามีภรรยากันถึงสิบปี แต่กลับห่างเหินเยี่ยงคนแปลกหน้า
เปลวไฟกองนั้นก่อนนางสิ้นใจ เผาผลาญนางเสียเจ็บปวดประหนึ่งหัวใจถูกทึ้ง ทั้งยังเผาให้นางตื่นรู้อย่างถึงที่สุด
ความเสียใจโถมทับราวกับคลื่นยักษ์ กลืนกินนางทั้งร่างจนมิดหัว
นางสาบานไว้ท่ามกลางทะเลเพลิงตั้งแต่ครานั้นแล้วว่า หากย้อนคืน มีโอกาสอีกครั้ง นางจะอยู่ห่างซูจ้านให้ไกลโพ้น ไม่คิดหาหนทางเข้าหาเขา ไม่รักเขา และไม่ยอมเป็นภรรยาของเขาอีกเป็นอันขาด
นางข่มกลั้นหยาดน้ำตาที่แทบจะทะลักออกจากเบ้าตา สูดลมหายใจแผ่วหนึ่ง แล้วคลี่ยิ้มสดใสแจ่มจรัส เผยสีหน้า ‘เพื่อท่าน’ ออกมา
“ไม่ได้พบท่านพี่เสียนาน เหตุใดท่านพี่จึงคิดดื่มสุรา”
พลางเอ่ยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดหนึ่งครา แล้วทำเป็นไม่ใส่ใจ เทสุราแก้วนั้นลงบนพื้นหิมะ
นางแย่งกาน้ำชาที่อยู่ข้างมือเขากลับมาอีกครั้ง กอดไว้ในอ้อมแขนอย่างเอาแต่ใจ "ท่านแม่ก็เคยบอกแล้ว ให้ท่านพี่ดื่มสุราให้น้อยลง อาหนิงนี่เป็นห่วงสุขภาพของท่านพี่นะเจ้าคะ"
สิ้นคำพูด เจียงซื่อก็หัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
"หิมะตกหนักเช่นนี้ ให้ท่านพี่ของเจ้าดื่มสุราร้อน ๆ สักสองสามจอกขับไล่ความหนาวเย็นก็ไม่เป็นไรหรอก"
"ก่อนหน้านี้ท่านแม่ไม่ได้พูดเช่นนี้สักหน่อย อีกอย่างสุรานี้วางทิ้งไว้ตรงนี้จนเย็นชืด ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้ว ถ้าท่านพี่ดื่มสุราเย็นเข้าไป ภายหลังเขียนหนังสือมือจะสั่นเอานะเจ้าคะ"
ริมฝีปากบางของซูจ้านยกยิ้มเล็กน้อย ไม่อาจเรียกว่าเป็นรอยยิ้มได้ ท่ามกลางความเย็นชาแฝงไว้ด้วยความสง่างาม งดงามยิ่งนัก
นางในวัยเยาว์ ทั้งยังมีใบหน้างดงามเฉิดฉาย พูดจาคารมคมคายเพียงไม่กี่ประโยค ก็ทำให้เหล่าฮูหยินและคุณหนูในศาลานี้หัวเราะกันได้
เดิมทีก็เป็นเพียงน้องสาวที่ห่วงใยพี่ชายเท่านั้น
ก็แค่เด็กที่ซื่อเกินไปหน่อย ทำให้พี่ชายเสียหน้าไปบ้าง
บรรดาฮูหยินผู้ใหญ่ก็ยิ้ม ๆ หยอกล้อกันไปสองสามคำก็ผ่านเลยไป
เหล่าคุณหนูต่างพากันชะเง้อดูความน่าขายหน้าของเซวียหนิง แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ล้วนอยากสนิทสนมกับนาง
อย่างไรเสีย นางก็ถูกเลี้ยงดูในตระกูลซู ได้รับการทะนุถนอมจากฮูหยินเจียงประหนึ่งบุตรสาว ซูจ้านจึงเป็นพี่ชายของนางแต่ในนาม
ถ้าเอาใจนางได้ ต่อไปภายหน้ามาเป็นแขกที่ตระกูลซู โอกาสที่จะได้พบท่านซื่อจื่อซูก็มีมากขึ้นตามไปด้วย
ในตอนนี้ ซิ่วหนิงจวิ้นจู่ก็เอี้ยวตัวมาทางเซวียหนิง แล้วยิ้มบางๆ ให้
แต่ในที่นี้ ผู้คนมากมายต่างพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
แต่กลับไม่มีใครสังเกตว่า มือเล็กๆ ของเซวียหนิงที่กอดไหสุรานั้นสั่นไม่หยุด