ปลายนิ้วของม่อซังอวี๋เย็นเยียบเล็กน้อย แตะลงบนอกเขา ราวกับเกล็ดน้ำแข็งกลุ่มหนึ่งตกลงในกระทะน้ำมันเดือด
ร่างของเฟิ่งสิงอวี้เกร็งขึ้นเล็กน้อยชั่วขณะ
ในความมืด ทั้งสองเผชิญหน้ากันโดยไร้เสียง
เวลาราวกับยืดยาวออกไป ทุกลมหายใจกลับชัดเจนจนจับนับได้
ในที่สุด เฟิ่งสิงอวี้ก็เป็นฝ่ายขยับก่อน
เขากุมข้อมือของนางที่แตะอยู่บนอกตน แรงไม่หนักนัก ทว่าเพียงพอให้นางไม่อาจชักมือกลับ
จากนั้นเขาก้มลง จุมพิตหน้าผากเกลี้ยงเกลาของนางแผ่วเบาและรวดเร็ว
แตะแล้วผละจากทันที
ราวกับขนนกปัดผ่าน หรือคล้ายถูกของร้อนลวกอย่างรวดเร็ว
ม่อซังอวี๋ชะงักงัน
“รับบัญชา ฮูหยิน”
เขาปล่อยข้อมือนาง น้ำเสียงเจือความยินดีที่คล้ายได้ดั่งใจจนแทบไม่ได้ยิน
กล่าวจบ เขาก็ไม่รั้งอยู่อีก หันหลังเดินกลับไปยังเตียงนุ่มในห้องด้านนอก แล้วเอนกายนอนลงทั้งชุดอีกครั้ง
ท่าทางเป็นธรรมชาติ ราวกับจุมพิตแผ่วเบาที่เกือบจะล่วงเกินเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
ม่อซังอวี๋ยังยืนอยู่ที่เดิม หน้าผากยังหลงเหลือความรู้สึกประหลาดที่สลัดไม่หลุด
นางยกมือขึ้นลูบดู
“...บ้าไปแล้ว”
นางพึมพำด่าออกมาคำหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าด่าเขา หรือด่าตัวเองที่ชะงักไปชั่วขณะเมื่อครู่
นางหมุนกาย เดินเร็ว ๆ กลับไปที่เตียง แหวกม่านเตียงมุดเข้าไป แล้วใช้ผ้าห่มพันตัวแน่น
ห้องด้านนอก เฟิ่งสิงอวี้นอนหงายอยู่บนเตียงนุ่ม ดวงตาใต้หน้ากากลืมขึ้นในความมืด มองเพดานห้องว่างเปล่า มุมปากค่อย ๆ โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย
ช่วงครึ่งหลังของราตรี
ม่อซังอวี๋แทบไม่ได้นอนอีกเลย
นางรู้สึกอยู่ลึก ๆ ว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด ท่าทีที่เฟิ่งสิงอวี้มีต่อนางดูเหมือนจะเปลี่ยนไปจากเดิม
อยู่ร่วมกันมานานถึงเพียงนี้ ระหว่างพวกเขาไม่มีความแค้น ไม่มีความขัดแย้ง ซ้ำยังเป็นนางที่ช่วยเหลือเขามามาก ความสัมพันธ์ที่กลมเกลียวและไว้วางใจกันมากขึ้น ล้วนเป็นเรื่องสมเหตุสมผลและเป็นไปตามครรลอง
แต่...
เขาคงไม่ได้ชอบนางเข้าแล้วกระมัง?
ความชอบของบุรุษน่ะหรือ หึ ๆ
ช่างเถอะ
ความชอบของบุรุษจะมีค่าเท่าเงินทอง อำนาจ และอิสรภาพได้อย่างไร
แม้นางจะช่วยเขา แต่แท้จริงแล้ว นางก็แค่ทำในสิ่งที่ตนอยากทำมิใช่หรือ
และเฟิ่งสิงอวี้ก็ประจวบเหมาะมอบโอกาสนี้ให้นาง
