“ในเมืองมีสายตาจับจ้องอยู่ทุกหนแห่ง รถม้าของเราเพิ่งเข้าประตูเมือง ก็อยู่ในสายตาของพวกนั้นแล้ว”
เฟิ่งสิงอวี้ปิดหน้าต่าง หันกลับมามองนาง “หากเจ้าจะยอมแพ้ ข้าพาเจ้าเที่ยวเล่นที่นี่ให้สนุกสักสองสามวันได้ แล้วค่อยกลับไปเลือกฐานที่มั่นแห่งใหม่”
“ยอมแพ้?”
ม่อซังอวี๋ตบอกเขาเบา ๆ ทีหนึ่ง ก่อนเดินไปนั่งบนเตียงนุ่ม แล้วรินชาให้ตนเอง “สำหรับข้า ไม่มีคำว่ายอมแพ้ หากเจ้ากลัว ตอนนี้ก็ไปเสีย ข้าไม่ขวางเจ้า”
“ได้”
เฟิ่งสิงอวี้พยักหน้า ม่อซังอวี๋นึกว่าเขาจะไปจริง ๆ ทว่ากลับได้ยินเขาพูดว่า “ในเมื่อเจ้าแน่วแน่ถึงเพียงนี้ ตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่มีทางให้ถอยแล้ว ทำได้เพียงสำเร็จ ห้ามล้มเหลว”
“อย่างนี้สิถึงจะถูก”
ม่อซังอวี๋รินชาให้เขาด้วย แล้วยื่นถ้วยไปให้ “ต้องมีความมั่นใจหน่อย”
ที่แท้เขาไม่มั่นใจในตัวนางต่างหาก
เฟิ่งสิงอวี้รับถ้วยชาจากนาง “เช่นนั้นเจ้าลองบอกมาสิ ต่อจากนี้คิดจะทำอย่างไร”
“สายตาที่เจ้าพูดถึง ข้าสืบดูมาแล้วส่วนหนึ่ง พวกนั้นซ่อนตัวเก่งจริง ๆ แต่น่าเสียดายที่มาเจอข้าเข้า”
“หืม?”
“คนพวกนั้นล้วนอยู่ในระดับผู้บำเพ็ญยุทธ์ชั้นเจ็ดถึงชั้นแปด ตอนนี้ยังไม่พบคนที่แข็งแกร่งกว่านี้ ต่อจากนี้เราจะใช้แผนที่ที่ท่านกูให้มา ตรวจสอบการวางกำลังป้องกันทั่วทั้งเมืองให้กระจ่าง จากนั้น...ค่อยวางแผนต่อ”
เฟิ่งสิงอวี้ประหลาดใจอยู่บ้าง “สืบดูหรือ? เจ้าสืบตั้งแต่เมื่อใด”
เขากลับไม่รู้สึกถึงเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
ม่อซังอวี๋จิบชาอย่างสบายอารมณ์ “ระหว่างที่เราเข้าเมือง รถม้าวิ่งผ่านถนนและตรอกซอกซอยมาถึงที่นี่นั่นแหละ”
ญาณของนางใช้งานได้ดีกว่าดวงตา แม้จะไม่อาจแผ่ออกไปเป็นวงกว้างจนทำให้พวกนั้นแตกตื่นได้ แต่ระหว่างทางแค่กวาดดูและจดจำกลิ่นอายของคนสักสองสามคนก็ไม่ยาก
“ชั้นเจ็ดชั้นแปด...หากอยู่ในกองทัพชายแดน ก็เป็นถึงแม่ทัพที่เก่งกาจได้ แต่ที่นี่กลับมีฐานะเพียงเป็นหน่วยลับ เมืองนี้มีรากฐานลึกล้ำกว่าที่เราคิดไว้เสียอีก”
“แผนที่ที่จิ่นจือให้มาระบุแต่สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า หากคิดจะลงมือที่นี่ จำเป็นต้องหากลุ่มอำนาจที่ซ่อนอยู่ในเงามืดให้พบ ส่วนหน่วยบังคับใช้กฎที่อยู่เบื้องหน้าเหล่านั้น ไม่น่ากังวล”
