“……”
ม่อซังอวี๋มองดวงตาจริงจังของเขา คิ้วขมวดเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
อย่าเลยน่า
นางยังไม่เคยมีความรักมาก่อน หากจัดพิธีมงคลสมรสขึ้นใหม่จริง ๆ มิกลายเป็นหญิงมีสามีไปแล้วหรอกหรือ
“เฟิ่งสิงอวี้”
ม่อซังอวี๋พลันจริงจังขึ้นมา นางจับมือเขาไว้ น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเขาว่า “ตอนนี้พวกเราเพิ่งเข้ารับเมืองโยวตู้ ยังจัดการทุกอย่างให้มั่นคงไม่ได้”
สายตาของเฟิ่งสิงอวี้ตกลงบนมือที่ถูกนางจับไว้
นี่ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่นางเป็นฝ่ายจับมือเขาก่อน
มือของนางนุ่มถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
“การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ในเมืองโยวตู้ ย่อมดึงดูดความสนใจจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะราชวงศ์ต้าโยว”
ม่อซังอวี๋ไม่ทันสังเกตสีหน้าของเขา นางเอ่ยต่อว่า “ข่าวการตายของเจ้า เกรงว่าพวกเขาคงไม่เชื่อง่าย ๆ บางทีอาจสืบหาความจริงต่อไปอีก ช่วงนี้พวกเราต้องทำตัวเงียบ ๆ ส่วนเรื่องจัดพิธีมงคลสมรสใหม่ ไม่ต้องรีบร้อน ไว้ผ่านไปสักระยะค่อยว่ากัน ดีหรือไม่?”
สตรีผู้นี้กำลังอดทนปลอบเขาอยู่หรือ?
นางไม่ได้ปฏิเสธเขาในทันที
ในใจเฟิ่งสิงอวี้จึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ไม่ปฏิเสธ ก็หมายความว่ายังมีโอกาส
ดังนั้นจึงบีบคั้นมากเกินไปไม่ได้ มิฉะนั้นอาจได้ผลตรงกันข้าม
“ได้”
เขาหลุบตามองนางอยู่นาน ก่อนพยักหน้าเอ่ยว่า “...ข้าฟังเจ้า”
น้ำเสียงเจือความผิดหวังอยู่บ้าง
กล่าวจบ เขาก็ดึงมือออกจากมือของม่อซังอวี๋ แล้วหันหลังเดินออกจากลานเรือน
ม่อซังอวี๋ยืนอยู่กับที่ มองแผ่นหลังที่จากไป จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าการที่นางไม่ตอบตกลงนั้น เหมือนกับว่านางทำร้ายความรู้สึกของเขา...เป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
จะเป็นไปได้อย่างไร!
เฟิ่งสิงอวี้เป็นคนที่จะถูกทำร้ายความรู้สึกได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น นางม่อซังอวี๋เคยใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด ช่างเหลวไหลสิ้นดี
เฟิงเหมียนยกอาหารเช้ามาให้ รอจนม่อซังอวี๋กินเสร็จ คนด้านนอกก็มาอยู่กันครบแล้ว
วันนี้นางสวมชุดรัดกุมคล่องแคล่ว ยิ่งขับเน้นให้ดูองอาจปราดเปรียว
ลานหน้าประตูจวนมีทหารเกราะแดง หน่วยลับ และหน่วยบังคับใช้กฎเหลืออยู่ราวสี่ถึงห้าพันคน พวกเขายืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ แผ่นหลังเหยียดตรง วินัยเข้มงวด
