“อืม”
ม่อซังอวี๋พยักหน้า พลางดันเขาออกจากหน้าประตู แล้วเดินเข้าไปในห้องหนังสือ “ฟังมาจนเกือบครบแล้ว แต่ยังมีบางเรื่องที่ข้ายังไม่เข้าใจ”
นางเดินไปหยุดตรงหน้ากู้จิ่นจือ โน้มตัวเล็กน้อยมองเขา “ท่านกู ช่วยเล่าได้หรือไม่ว่าภารกิจที่องค์ชายต้องไปปฏิบัตินั้น แท้จริงแล้วคืออะไร”
“……”
กู้จิ่นจือเป็นคนสุขุมเยือกเย็นและวางตัวสงบนิ่งมาโดยตลอด ทว่าครานี้ก็อดรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
เขากลับสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันรุนแรงจากม่อซังอวี๋ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรู้สึกได้จากองค์ชายเท่านั้น
“พระชายา เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับ…”
กู้จิ่นจือเลือกถ้อยคำอย่างรอบคอบ กำลังจะหาคำตอบที่ไม่เสียมารยาทและพอจะบ่ายเบี่ยงไปได้
“เข้าใจแล้ว”
ม่อซังอวี๋เพียงถามขึ้นมาลอย ๆ มิได้อยากรู้รายละเอียดถึงเพียงนั้นจริง ๆ
นางตัดบทกู้จิ่นจือ รอยยิ้มบนใบหน้าจางลงเล็กน้อย น้ำเสียงกลับมาเย็นชาเฉยเมยเช่นเคย “ในเมื่อเป็นความลับ เช่นนั้นก็ไม่ถามแล้ว”
จากนั้นนางก็หันไปมองเฟิ่งสิงอวี้ สำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายครั้ง
เฟิ่งสิงอวี้ไม่รู้ว่าม่อซังอวี๋คิดจะทำอะไร จึงเพียงยืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้นางสำรวจตามใจ
สีหน้าเขาดูสงบนิ่ง ทว่าในดวงตากลับลุ่มลึกยากหยั่งถึง
หลังจากสำรวจแล้ว ม่อซังอวี๋ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ผู้คนในโลกนี้ฝึกฝนพลังวิชาแท้ ไม่ว่าจะมีฝีมือระดับใด ก็ยากจะหลุดพ้นจากการประเมินด้วยญาณของนาง
แต่นางกลับมองไม่ออกว่าเฟิ่งสิงอวี้เป็นผู้บำเพ็ญยุทธ์ขั้นใด
พลังวิชาแท้ในร่างเขาดูเหมือนจะปั่นป่วนอยู่บ้าง
ไม่ว่าอย่างไร หากเขาประสบอันตรายจนถึงแก่ชีวิตขึ้นมาจริง ๆ นางเองก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
ม่อซังอวี๋ยื่นมือออกไป หงายฝ่ามือขึ้น
แสงสีนิลเข้มสายหนึ่งไหลออกมาจากปลายนิ้วของนาง ราวกับมีชีวิต หมุนวนอยู่เหนือฝ่ามือ
เพียงไม่กี่ลมหายใจ แสงนั้นก็รวมตัวกัน กลายเป็นยันต์สีฟ้าอ่อนแผ่นหนึ่ง บางราวปีกจักจั่น ขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ
ยันต์แผ่นนี้ไม่ใช่กระดาษ ไม่ใช่ผ้าไหม คล้ายหยกแต่ก็ไม่ใช่หยก บนแผ่นมีลวดลายลึกลับซับซ้อนเคลื่อนไหวอยู่ราง ๆ พร้อมแสงวิญญาณที่ส่องประกายวูบไหว
“ไม่ว่าจะเป็นภารกิจอะไร ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องไป”
