ม่อซังอวี๋ผุดลุกขึ้นยืนทันที
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
นางสัมผัสได้ว่าพันธะวิญญาณกำลังอ่อนแรงลง
เฟิ่งสิงอวี้ใกล้ตายแล้วหรือ
หากมิใช่เช่นนั้น พันธะวิญญาณย่อมไม่อ่อนแรงลง ทั้งยังมีเค้าลางว่าจะสูญสลายไปอีกด้วย
นางรีบก้าวออกจากห้อง ได้ยินเสียงคนด้านนอกตะโกนว่า “หลัวหมิงอยู่ไหน วิ่งไปที่ใดแล้ว รีบตามหาให้พบ องค์ชายได้รับบาดเจ็บ!”
ม่อซังอวี๋คว้าแขนคนผู้นั้นไว้ จึงพบว่าเป็นหยวนเจา
หยวนเจาเปื้อนเลือดไปทั้งตัว ใบหน้าซีดขาวน่าตระหนก
“เฟิ่งสิงอวี้อยู่ที่ใด”
ม่อซังอวี๋ถาม แต่ยังไม่ทันรอให้หยวนเจาตอบ นางก็สัมผัสตำแหน่งของเขาผ่านพันธะวิญญาณได้แล้ว จึงรีบเร่งไปทันที
ยามนี้เฟิ่งสิงอวี้อยู่ในค่ายทหาร
แต่สัมผัสจากพันธะวิญญาณกลับอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ
ม่อซังอวี๋วิ่งเร็วเสียจนฝีเท้าราวกับมีลมพัดส่ง
อดทนไว้ อย่าตายเด็ดขาด
พลังของนางเพิ่งฟื้นคืนมาได้หนึ่งส่วน รอให้นางฟื้นคืนมาถึงห้าส่วนก่อน...แล้วค่อยตายก็ยังไม่สาย
วันที่เฟิ่งสิงอวี้จากไป นางตรวจสอบด้วยญาณไว้ชัดเจนแล้ว
พลังของบุรุษผู้นี้ แม้แต่นางยังมองไม่ออก นั่นย่อมแสดงว่าร้ายกาจอย่างยิ่ง อีกทั้งได้ยินมาว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้รับบาดเจ็บ ไร้พ่ายมาตลอด แล้วเหตุใดจู่ ๆ จึงบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้
หรือว่าสถานที่ซึ่งเขาไปคราวนี้ จะอันตรายเกินกว่าที่คนธรรมดาจะย่างกรายเข้าไปได้
หากรู้แต่แรก นางควรห้ามเขาไม่ให้ไปเสีย
ม่อซังอวี๋ยังไม่รู้สถานการณ์ที่แน่ชัด ทำได้เพียงเร่งฝีเท้าไปยังค่ายทหารให้เร็วที่สุด
นี่เป็นครั้งแรกที่นางมายังสถานที่แห่งนี้
แม่ทัพที่เฝ้าประตูเห็นคนเดินเข้ามา ก็ระแวดระวังขึ้นทันที
“ผู้ใด กล้าบุกรุกค่ายทหารอันเป็นเขตสำคัญหรือ”
“พระชายา!”
เบื้องหลัง หยวนเจากับหยานฉิงหิ้วปีกหลัวหมิง วิ่งพรวดเข้ามา
เมื่อเห็นม่อซังอวี๋ถูกขวางอยู่ตรงทางเข้าแต่ไกล หยานฉิงก็ตะโกนลั่น “อย่าเสียมารยาท!”
แม่ทัพที่เฝ้าประตูได้ยินคำว่า “พระชายา” ก็สะดุ้งจนรีบวางอาวุธในมือลงทันที
ทุกคนพากันเข้าไปในกระโจม
ภายในกระโจม บรรยากาศตึงเครียดและอึดอัด
เฟิ่งสิงอวี้นอนอยู่บนเตียงเรียบง่าย ดวงตาปิดสนิท ใบหน้าซีดไร้สีเลือด แก้มและริมฝีปากเปื้อนเลือดไปทั่ว
สิ่งที่ชวนให้ใจสั่นที่สุดคือดวงตาของเขา
