ช่วงนี้ฟางเสี่ยวเล่อมีท่าทางแปลก ๆ ไปนะ
วันแรกถังเปาก็นึกว่าเขาไม่สบาย เพราะในห้องเรียนเขาไม่ยอมพูดอะไร พอเลิกเรียนแล้วก็ไม่ยอมมาหาเธอ วันต่อมาก็คิดว่าเขาคงถูกแม่ว่ามา ฟางเสี่ยวเล่อมักจะเป็นแบบนี้แหละ พอถูกว่าแล้วก็จะเงียบไปสองวัน พอวันที่สาม เธอก็หมดความอดทน
หลังเลิกเรียนคาบคณิต ถังเปาก็เดินดิ่งไปที่โต๊ะของฟางเสี่ยวเล่อ พลางเอามือทุบโต๊ะเขาเบา ๆ
“ฟางเสี่ยวเล่อ แกเป็นอะไรไปเนี่ย หลบหน้าฉันมาสามวันแล้ว”
ฟางเสี่ยวเล่อถึงกับสะดุ้งโหยง ปากกาหลุดจากมือเลยนะ เขาเงยหน้าขึ้นมามองถังเปา แล้วจู่ ๆ หน้าก็แดงก่ำ
“ปะ… เปล่าซะหน่อย ฉะ… ฉันไม่ได้หลบหน้าเธอ”
“จะไปหลอกใคร ที่ผ่านมาพอหมดคาบทีไรก็วิ่งมาหาฉันเป็นคนแรกเลยนะ แต่ตอนนี้เห็นหน้าฉันก็ทำเป็นเดินเลี่ยงไปทางอื่น ฉันไปทำอะไรให้แกโกรธรึไง”
ฟางเสี่ยวเล่อส่ายหน้าเป็นพัลวัน “ไม่ใช่ ๆ! ไม่ใช่เธอทำให้ฉันโกรธหรอก!”
“แล้วแกเป็นอะไรกันแน่” ถังเปาเท้าสะเอว ท่าทางฮึดสู้สุดฤทธิ์
อันนั่งดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ ๆ ด้วยความรู้สึกสนุกสนาน เธอรู้สึกว่าช่วงนี้ฟางเสี่ยวเล่อมีพฤติกรรมผิดแปลกไปจริง ๆ แหละ แต่เธอก็ไม่ได้ใจร้อนอย่างถังเปา เลยไม่เดินเข้าไปถามตรง ๆ แบบนั้น
ฟางเสี่ยวเล่อทำท่าคิดไม่ตกอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจเด็ดขาด ควานหาในกระเป๋านักเรียนจนเจอกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา
มันคือภาพที่พิมพ์มาจากสารคดี เป็นภาพหน้าจอสุดท้ายของตอนนั้น เป็นภาพมือเล็ก ๆ คู่หนึ่งกำลังวาดอะไรบางอย่างอยู่
ตอนที่ถังเปาเห็นกระดาษแผ่นนั้น หัวใจของเธอก็เต้นรัวอย่างบอกไม่ถูก
เสียงของฟางเสี่ยวเล่อเบาลงมาก เขาขยับเข้ามาใกล้ ๆ แล้วพูดว่า “ถังเปา นี่มือของเธอใช่ไหม”
ถังเปาไม่ตอบ
ฟางเสี่ยวเล่อพูดต่ออีกว่า “เมื่อวันก่อนฉันดูทีวีที่มีฉายสารคดีเรื่องนั้นอีกรอบ พอเห็นภาพสุดท้ายนั้นแล้วฉันก็รู้สึกเลยว่ามือคู่นั้นมันคุ้นตามาก ๆ จากนั้นฉันก็ลองพินิจดูดี ๆ ถึงเห็นว่าตรงมือนั้นมันมีไฝเม็ดเล็ก ๆ อยู่ข้างนิ้วก้อย”
เขาชี้นิ้วไปที่มีอขวาของถังเปา
ไฝเม็ดเล็กนั้นก็อยู่ตรงนั้นนั่นเอง
“ฉันดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแน่ใจว่ามันอยู่ตำแหน่งเดียวกัน” หลังจากฟางเสี่ยวเล่อพูดจบ ก็มองถังเปาด้วยท่าทีประหม่า เหมือนกับว่าเขาทำอะไรผิดไป
