ฉินกังพาเสิ่นเป่ยชวนเดินออกจากป่าไร้ผู้คน
จากป่าทึบสู่ถนนหลวง ใช้เวลาเดินถึงสองวันเต็ม ในจังหวะที่ก้าวออกมา แสงอาทิตย์สาดกระทบใบหน้าโดยตรง ทุกคนต่างหรี่ตาลงโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นเป่ยชวนยืนอยู่ริมถนน มองรถที่แล่นผ่านเป็นครั้งคราวในระยะไกล ชั่วขณะหนึ่งรู้สึกเหมือนอยู่ในห้วงภวังค์
สามปีแล้ว
สามปีที่ไม่ได้เดินบนถนนดี ๆ ไม่เคยเห็นรถดี ๆ ไม่เคยสูดอากาศที่ไร้กลิ่นใบไม้เน่าเปื่อย
ฉินกังตบไหล่เขาทีหนึ่ง “ยืนเหม่ออะไร รถมาแล้ว”
รถจี๊ปสีเขียวทหารคันหนึ่งจอดเทียบข้างทาง เป็นรถมารับพวกเขา
เสิ่นเป่ยชวนขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง ชั่วขณะหนึ่งรู้สึกไม่ชินกับเบาะนุ่ม ๆ เขาพิงหน้าต่าง มองทิวทัศน์ข้างนอกที่เปลี่ยนจากขุนเขาเป็นทุ่งนา จากทุ่งนากลายเป็นเมืองเล็ก ๆ
เสี่ยวเหอนั่งข้าง ๆ คอยวัดความดันโลหิตให้เขา ขมวดคิ้วรายงานตัวเลข “ความดันตัวล่างต่ำไปหน่อย ยังมีภาวะโลหิตจางอยู่ ถึงเมืองแล้วกินมื้อดี ๆ ก่อนนะ”
ฉินกังหันกลับมาจากเบาะหน้า “ถึงเมืองแล้วจะซื้อหมี่เส้นให้ชามนึง หมี่เส้นยูนนานนี่สุดยอดจริง ๆ”
เสิ่นเป่ยชวนไม่สนใจเขา สายตาจับจ้องอยู่นอกหน้าต่างตลอด
มาถึงเมืองเล็ก ๆ ที่ใกล้ที่สุด ฉินกังให้รถจอดหน้าประตูร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ตอนเสิ่นเป่ยชวนลงจากรถ ขาก็อ่อนแรงอีกครั้ง เหยี่ยวหมายเลขสามประคองเขาไว้ เขาโบกมือบอกไม่เป็นไร
เข้าร้านไป ฉินกังสั่งอาหารเต็มโต๊ะ ตรงหน้าเสิ่นเป่ยชวนวางหมี่เส้นหนึ่งชาม ซุปกระดูกหมูหนึ่งถ้วย หมั่นโถวสองลูก เขาไม่เกรงใจ ก้มหน้าก้มตากินทันที
