ส่วนพรุ่งนี้บ้านหลินจะก่อเรื่องยังไง ก็ไม่ใช่เรื่องของนางแล้ว
ถึงตอนนั้นทุกคนต่างก็รีบเร่งเตรียมตัวอพยพหนีภัย ใครจะไปมีเวลาสนใจข้าวที่ถูกขโมยไปจากบ้านคนนอกแซ่?
แต่ที่นางไม่คิดไม่ถึงคือ บ้านหลินที่ร้องจนหมดทั้งวันแท้ๆ กลับมีเสบียงเก็บไว้ไม่น้อย ซ้ำยังมากกว่าของบ้านลู่เสียอีก
หลินเหวินคนนี้มันช่างดำมืดนัก ตระกูลตัวเองมีข้าวมากขนาดนั้น ยังออกไปหลอกลวงคนอื่นอีก!
แล้วก็...
ลู่เจินหยุนตบๆ ที่อกตัวเอง ที่นั่นมีเสียงเงินทองกระทบกันดังกรุกรังขึ้นมาทันที
นี่คือนางเผลอไปพบเข้าโดยบังเอิญตอนที่คุ้ยหาของ เป็นทองแดงทั้งหมด 68 เหรียญ
"ฮี่ๆ..." ถึงตอนนี้ทองแดงจะใช้ออกไปไม่ได้ก็เถอะ แต่ยังไงก็ถือว่ามีเก็บไว้ยามฉุกเฉินดีกว่า
ข้าวสองถุง ถุงหนึ่งของบ้านลู่หนัก 60 จิน อีกถุงของบ้านหลินหนัก 80 จิน
ลู่เจินหยุนในยุคปัจจุบัน เพราะฝึกวิชาตลอด ใช้พลังงานมาก กินก็เยอะ แรงเลยไม่น้อย
แต่ไม่คิดว่า แรงของร่างนี้จะไม่แพ้นางเลยสักนิด
คาดว่าเป็นเพราะทำงานในทุ่งนาตลอดทั้งปีนี่ล่ะ
ถึงแม้แรงพวกนางจะมากกว่าผู้หญิงทั่วไปเสียอีก แต่ข้าวที่นี่ก็ตั้ง 140 จิน
ตอนแรก ลู่เจินหยุนยังทำท่าสบายๆ ได้ แต่ต่อมา นางก็เริ่มสั่นคลอนแล้ว
กว่าจะถึงบ้านลู่ ลู่เจินหยุนก็เหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว แทบจะคุกเข่าลงไปแล้ว
แต่ก็ดีหน่อย ที่เอาข้าวกลับมาได้แล้ว
เช้าตรู่อีกวัน ฟ้ายังไม่สาง หลู่จู๋ฉางก็ให้คนไปบอกทุกคนเตรียมตัวออกเดินทางแล้ว
ทันใดนั้น เสียงฆ้องทองแดงอันแผดจ้าก็ดังก้องไปทั่วหมู่บ้านลู่เจีย
ลู่เจินหยุนเองก็ถูกเสียงฆ้องที่ตีดังไปทั้งหมู่บ้านนี้ปลุกให้ตื่นขึ้นมา
ลู่ชวงจู้กับหยางชุ่ยฮวาไม่ได้หลับได้นอนตลอดคืน ผ่านการหลับๆ ตื่นๆ ราวกับได้ยินเสียงประตูของห้องไหนสักห้องเปิดๆ ปิดๆ อยู่เรื่อย ตอนนี้ตาสองข้างแดงเป็นขี้เลย
พอเปิดประตูห้องหลักออกมา ก็เห็นพื้นห้องโถง มีข้าวสารคนละถุงป่านวางอยู่
"นี่มันมีข้าวอีกถุงได้ยังไง?" หยางชุ่ยฮวารู้สึกแปลกใจ เมื่อคืนพวกเขาก็เก็บข้าวทั้งหมดไว้ในห้องนอนของตัวเองแล้วนิ
ทำไมยังเหลือตกไว้อีกถุง?
ลู่ชวงจู้ก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน เขาหันกลับเข้าห้องนับดูรอบหนึ่ง แล้วก็เดินออกมา "ข้าวในห้องไม่ขาดนี่ ถุงนี้..."
มันเป็นส่วนที่เกินออกมา
แต่ถุงข้าวถุงนี้ กลับเหมือนกับถุงของที่บ้านเขาทุกอย่าง
ลู่เจินหยุนก็เดินออกมาจากห้องตัวเองเหมือนกัน ข้าวถุงนี้แน่นอนว่านางวางไว้เมื่อคืน ส่วนอีกถุงหนึ่ง นางไม่ได้ตั้งใจจะให้ลู่ชวงจู้พวกเขา
นอกจากไม่อยากก่อเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็นแล้ว ต่อไปนางต้องอยู่คนเดียว ก็ต้องใช้ข้าวเหมือนกัน
"ข้าวนี่?" ลู่ชวงจู้มองไปทางลู่เจินหยุน เขารู้สึกว่านี่ดูเหมือนจะเกี่ยวกับหลานสาวคนโตของเขาจริงๆ
ลู่เจินหยุนขยี้ตา น้ำเสียงดูไม่ใส่ใจเท่าไหร่ "ฉันเอากลับมาจากบ้านหลิน"
"หา?" ลู่ชวงจู้กับหยางชุ่ยฮวาคิดว่าตัวเองหูฟังไป
นางเอากลับมาจากบ้านหลิน?
เอายังไง?
ลู่เจินหยุนโบกมือ "อย่าถามเลย รีบไปเถอะ อย่าให้คุณตาหัวหน้าตระกูลรอนาน"
ลู่เจินหยุนไม่อยากเสียเวลากับเรื่องแบบนี้ ความผิดของเจ้าของร่างเดิม นางช่วยแก้แทนแล้ว นับว่าใช้คืนบุญคุณที่มาเกิดในร่างนี้
ส่วนข่าวลือต่างๆ จะอพยพหนีภัยกันอยู่แล้ว ต่อไปบนถนนนี้เรื่องสกปรกกว่านี้ยังเกิดขึ้นได้เลย ใครจะมีเวลาว่างไปนินทาคนอื่นกันเล่า
หยางชุ่ยฮวาอ้าปาก อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้จะพูดอะไรก็ดูเหมือนจะไร้ความหมายไปหมด
ลู่ชวงจู้มองลู่เจินหยุน ที่ขอบตามีน้ำตาคลอ "อานี..."
อานีคนนี้ยังรู้จักผิดชอบชั่วดีอยู่
"ลุงรอง อย่าพูดเลย" ลู่เจินหยุนถึงแม้จะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่ยังไงนางก็ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ไม่มีความรู้สึกอะไรกับลุงรองที่ซื่อๆ คนนี้ ดังนั้นก็ไม่อยากจะไปพัวพันกับเขามากกว่านี้ด้วย
พูดจบก็หันหลังกลับเข้าห้องไป
เมื่อคืนลู่เจินหยุนบอกพวกเขาไปแล้วว่าตัวเองจะไม่ตามไป
หยางชุ่ยฮวาถึงแม้จะตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่พาลู่เจินหยุนไปด้วย แต่พอตอนที่นางพูดออกมาว่าจะไม่ตามพวกเขาไป นางกลับตกใจไม่น้อย
แต่ตกใจอยู่ได้ ก็รู้สึกโล่งอกตามไปด้วย
ลู่เจินหยุนพูดเองว่าจะไม่ตามไป ก็แปลว่าพวกเขาไม่ได้ทิ้งนาง
ต่อไปไม่ว่าคนนอกจะพูดยังไง พวกเขาก็มีเหตุผลจะโต้แย้ง
หยางชุ่ยฮวาตอนแรกเตรียมข้าวกล้องดำไว้ให้ลู่เจินหยุนห้าจิน กับข้าวโพดบดห้าจิน
ข้าวกล้องดำพวกนี้ เอาไปต้มเป็นโจ๊ก หรือทำเป็นขนมเปี๊ยะดำก็ได้ทั้งนั้น
ข้าวโพดบดแต่ก่อนส่วนใหญ่เอาไว้ให้ไก่เป็ดกิน แต่ช่วงหลายปีนี้ผลผลิตไม่ค่อยดี เลยต้องเอามากินเอง
ข้าวสิบจินนี้ ลู่เจินหยุนคนเดียว กินอย่างประหยัด ก็อยู่ได้เป็นเดือนกว่าๆ
ส่วนอีกเดือนหนึ่งต่อจากนั้น นางจะอดตายหรือเปล่า ก็ไม่ใช่เรื่องที่หยางชุ่ยฮวาพวกเขาจะต้องคิดแล้ว
ยังไงซะ บ้านจนแต่ทางต้องมีเสบียง พวกเขาจะหนีภัย ก็ต้องคิดอะไรอีกมากมาย คงไม่สามารถแบ่งข้าวให้ลู่เจินหยุนเพิ่มได้อีก
แต่ตอนนี้ พอเห็นถุงข้าวที่เกินขึ้นมาถุงนี้ หยางชุ่ยฮวาก็เพิ่มข้าวสารหยาบอีกสิบจินให้ลู่เจินหยุน
ถึงแม้ลู่เจินหยุนจะเอาข้าวกลับมาได้แล้ว แต่พฤติกรรมฆ่าตัวตายของนางก่อนหน้านี้ มันน่าเกลียดยิ่งกว่าการเอาข้าวไปแจกคนอื่นเสียอีก หยางชุ่ยฮวาไม่มีทางไม่เก็บความรู้สึกไม่ดีไว้ในใจ ดังนั้นก็ยังไม่เอ่ยปากชวนลู่เจินหยุนไปอพยพด้วยกันอยู่ดี
ตอนที่จากกัน ทั้งบ้านลู่มีแค่ลู่เอ้อเหนียวคนเดียวที่ร้องไห้ฟูมฟาย นางคิดถึงลู่เจินหยุนจริงๆ
ลู่เจินหยุนมองลู่เอ้อเหนียวแบบนี้ จมูกก็รู้สึกจึ๊กขึ้นมาด้วย
นางรู้สึกว่าไม่ว่าจะยังไง อย่างน้อยการที่เจ้าของร่างเดิมดูแลเอาใจใส่ลู่เอ้อเหนียวมาตลอดหลายปีนี้ก็ไม่เสียเปล่า
กองทัพใหญ่ออกเดินทางเร็วมาก ลู่เจินหยุนไม่ได้ไปส่งลู่ชวงจู้พวกเขาที่ใต้ต้นหวยใหญ่
ดังนั้นนางก็ไม่ได้รู้เรื่องที่บ้านหลินร้องไห้โฮจนฟ้าดินมืดไปหมด
แต่ไม่ว่าข้าวของบ้านหลินจะมากหรือน้อย เงินทองจะหายไปเท่าไหร่ หมู่บ้านลู่เจียก็ไม่มีทางเพราะครอบครัวเดียวของพวกเขาแล้วทำให้แผนการล่าช้า
ดังนั้นต่อให้บ้านหลินจะไม่ยอมแค่ไหน ก็ต้องกัดฟันทนเจ็บตามกองทัพใหญ่ออกเดินทางไป
ตลอดทาง แม่ของหลินไม่เคยหยุดสาปแช่งคนที่ขโมยข้าวกับทองแดงของบ้านนาง แล้วยังพูดจาเสียดสีหยางชุ่ยฮวาทั้งครอบครัวอีก หยางชุ่ยฮวาก็ไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครข่มได้ง่ายๆ สองคนนางต่างก็พูดสวนกันไปมา ระหว่างทางก็เลยครึกครื้นไม่น้อย
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ลู่เจินหยุนที่อยู่ต่อที่หมู่บ้านลู่เจียย่อมไม่รู้เรื่อง
นางมองข้าวสารหยาบแปดสิบจินที่ได้มาจากบ้านหลิน อดยิ้มออกมาไม่ได้
ข้าวสารหยาบนะ ปีนี้สภาพอย่างนี้ ถือเป็นธัญพืชหยาบที่ดีที่สุดแล้วล่ะ
ขอบคุณบ้านหลินที่เอื้อเฟื้อ!
...
ลู่เจินหยุนเก็บข้าวทั้งหมดไว้อย่างเรียบร้อย รอจนคนในหมู่บ้านลู่เจียจากไปหมดแล้ว จึงค่อยออกไปข้างนอก
หลังจากกองทัพใหญ่ออกไป หมู่บ้านลู่เจียก็แทบจะว่างเปล่าแล้ว
ของที่เอาไปได้ ก็เอาไปหมดแล้ว
ของที่เอาไปไม่ได้ ก็ถูกทุบทำลายไปหลายอย่าง
เมื่อวานลู่เจินหยุนก็คิดมาหลายอย่างเหมือนกัน เนื่องจากกลับไปไม่ได้แล้ว นางก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดให้ได้แน่นอน
หมู่บ้านลู่เจียเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับภูเขาที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอกู้ซี ทั้งภูเขาลูกนั้นของดีก็มีไม่รู้เท่าไหร่
เพียงแต่ว่าภูเขาลึกมันอันตรายมาก คนส่วนใหญ่กล้าแค่เดินเล่นอยู่แถวนอกๆ ของป่าลึกเพื่อหาอาหาร
ส่วนในป่าลึกน่ะ ไม่กล้าเข้าไปเด็ดขาด
แม้แต่นายพรานที่มีประสบการณ์ก็เหมือนกัน
