หานจือนอนขดอยู่บนกองหญ้า เงยหน้ามองเพดานถ้ำสลัว ๆ ด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก
เธอลองหยิกแขนตัวเองแล้ว เจ็บจริง นี่ไม่ใช่ความฝัน
เวลาผ่านไปตลอดทั้งคืนแล้ว ยืนยันได้ว่าเธอไม่มีทางหลับแล้วตื่นกลับไปได้
สวรรค์เอ๋ย ทั้งที่คืนวันศุกร์เธอแค่เผลอฟุบหลับคาโต๊ะ พอลืมตาขึ้นมาอีกที ก็มาอยู่ในโลกดึกดำบรรพ์แห่งนี้เสียแล้ว
ชาติที่แล้วเธอตายกะทันหันหรือเปล่านะ? เจ้านายบ้าเอ๊ย ใช้ให้พวกเธอทำงานล่วงเวลาติดต่อกันตั้งหนึ่งเดือน!
ทำไมคนที่ทะลุมิติมาไม่ใช่เจ้านายนะ!
หลังจากก่นด่าเจ้านายในใจไปยกใหญ่ เธอก็เงยหน้าขึ้นอย่างหมดแรง กวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบตัว
ที่หมดแรงไม่ใช่แค่เพราะอารมณ์หดหู่ แต่ยังเพราะเธอหิวด้วย...
สายตากวาดไปทั่ว ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่คนในเผ่าซึ่งอยู่ในถ้ำ
อืม เผ่าดึกดำบรรพ์ของเรานี่ คนพวกนี้ คนพวกนี้...
หานจือไม่อยากเรียกคนกลุ่มนี้ว่าคนเลย เพราะต่างจากภาพจำของเธอมากเกินไป
จะบอกว่าเป็นคนก็ไม่เชิง ดูคล้ายสัตว์ป่าที่มีรูปร่างเหมือนคนมากกว่า!!
ทุกคนแทบไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย ไม่ว่าชายหรือหญิง ต่างก็เอาหนังสัตว์มาพันรอบเอวไว้อย่างลวก ๆ บางคนไม่มีแม้แต่หนังสัตว์ มีแค่ใบไม้ไม่กี่ใบเท่านั้น
ส่วนเด็ก ๆ ไม่ได้เอาหนังสัตว์หรือใบไม้มาพันด้วยซ้ำ วิ่งแก้ผ้ากันไปทั่ว
ภาพนั้นช่าง...
หานจือยกมือปิดตา ภาพชวนตะลึงเกินไป เธอไม่อยากมองเลย
จังหวะนั้นเอง เธอพลันรู้สึกว่ากองหญ้าที่นอนอยู่มีอะไรแปลก ๆ เอ่อ เหมือนมีอะไรบางอย่างคลานผ่านไป
เธอลุกขึ้นมอง แล้วก็ต้องร้องในใจว่าแย่แล้ว! ในกองหญ้ามีแมลงเต็มไปหมด กำลังไชไปมาอย่างอิสระ!
แค่ยังไม่เห็นก็ไม่เป็นไร แต่พอเห็นแล้ว เธอก็รู้สึกคันไปทั้งตัว รีบวิ่งออกจากกองหญ้าแล้วขยับไปอยู่ตรงปากถ้ำ
ที่จริงนี่อาจเป็นแค่จินตนาการของเธอก็ได้ อย่างไรเสียเจ้าของร่างเดิมก็คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมแบบนี้มานานแล้ว
ถึงจะขยับมาที่ปากถ้ำแล้ว แต่เพราะร่างกายเปลือยเปล่า เธอจึงทำได้แค่ย่อตัวนั่งขดอยู่ตรงนั้น
ฝนตกหนักมาตั้งแต่เช้า คนในเผ่าจึงไม่ได้ออกไปล่าสัตว์ ต่างพากันนอนขดอยู่ในถ้ำ
กองหญ้ากระจัดกระจายอยู่ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง นั่นคือที่นอนของคนในเผ่า
ยิ่งเข้าไปด้านในถ้ำ กลิ่นก็ยิ่งเหม็น คนในยุคนี้ไม่มีธรรมเนียมอาบน้ำทุกวัน กลิ่นตัวก็เหม็นอยู่แล้ว แถมยังไม่รู้ว่ากองหญ้าที่ใช้เป็นที่นอนไม่ได้เปลี่ยนมานานแค่ไหน
กลิ่นสารพัดปะปนกันไปหมด
เมื่อครู่อยู่ในถ้ำเธอยังไม่รู้สึกเหม็น เพราะนอนอยู่ข้างในจนชินกลิ่น เลยไม่ได้กลิ่น
แต่พอมานั่งตรงปากถ้ำแล้วหันกลับไปมองสภาพด้านใน แค่ชั่วครู่เดียวก็แทบถูกกลิ่นรมจนอยากอาเจียน
เธอรีบขยับออกไปตรงปากถ้ำอีกหน่อย
อากาศตรงปากถ้ำเย็นกว่าด้านในเล็กน้อย โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน ถึงฝนจะตก แต่ร่างกายก็แค่รู้สึกเย็นสบาย ไม่ได้หนาว
ถ้าเป็นฤดูหนาว แล้วยังไม่สวมเสื้อนั่งอยู่ตรงปากถ้ำ ไม่นานเธอคงแข็งเป็นรูปปั้นน้ำแข็งแน่
ฝนด้านนอกค่อย ๆ ซาลง เสียงฝนพรำลอยเข้าหู กลิ่นสดชื่นของสายฝนผสมกับกลิ่นดินโชยเข้ามาปะทะใบหน้า
หานจือสูดอากาศนอกถ้ำเข้าลึก ๆ พยายามกลบกลิ่นเหม็นที่ลอยจากในถ้ำมาแตะจมูกเป็นระยะ
เธอพยายามไม่สนใจกลิ่นเหล่านั้น แล้วจดจ่อกับงานในมือให้มากที่สุด
ไม่มีเสื้อผ้า เธอทำได้แค่หาอะไรแถวนั้นมาถักเป็นถุงหญ้าสวมใส่ วัสดุก็มาจากกองหญ้าที่เธอนอนนั่นเอง
หนังสัตว์ดูจะเป็นของมีค่ามากในเผ่านี้ สังเกตได้จากผู้ใหญ่บางคนที่ใช้แค่ใบไม้กับเถาวัลย์ร้อยเข้าด้วยกันแล้วพันรอบเอว
โชคดีที่ไม่ได้เปลือยทั้งตัว ไม่อย่างนั้นเธอคงยิ่งรับไม่ไหว
ผู้ใหญ่ยังมีหนังสัตว์ไม่พอใส่ นับประสาอะไรกับเด็ก ๆ เด็กในเผ่าจึงวิ่งแก้ผ้ากันจ้อยไปทั่ว
หานจือเองก็น่าเศร้าที่กลายเป็นเด็กไปด้วย
แต่ในร่างนี้กลับมีวิญญาณของผู้ใหญ่คนหนึ่งอาศัยอยู่ แถมยังเป็นคนที่ได้รับการศึกษาระดับสูงในสังคมสมัยใหม่
วิ่งแก้ผ้าเนี่ยนะ? ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าตอนนั้นเธออับอายจนแทบพังทลายแค่ไหน
ตอนที่เพิ่งทะลุมิติมา ความทรงจำในสมองของเจ้าของร่างเดิมก็ค่อย ๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัว
แต่ความทรงจำนั้นมีไม่มากนัก ไม่นานเธอก็รับมาได้หมด
ร่างนี้อายุยังไม่ครบ 5 ขวบ มารดาบาดเจ็บจากการล่าสัตว์เมื่อหลายวันก่อน เสียเลือดมากเกินไปจนสิ้นใจในที่เกิดเหตุ
ไม่มีพ่อ หรือพูดให้ถูกคือไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร
เด็ก ๆ ในเผ่าล้วนเป็นแบบนี้ รู้จักแต่มารดา แต่ไม่รู้ว่าบิดาเป็นใคร
แต่คนในเผ่าก็คุ้นชินกับเรื่องแบบนี้แล้ว การมีพ่อหรือไม่มีก็ไม่ได้สำคัญอะไรเลย
ที่นี่เป็นเผ่ามารดาในยุคดึกดำบรรพ์ ไม่มีการแต่งงาน ไม่มีผัวเดียวเมียเดียว และไม่มีกฎเกณฑ์อย่างยุคหลัง
หานจือทะลุมิติมาแบบนี้ เปิดฉากมาก็เป็นเด็กกำพร้าเสียแล้ว
“ดีจริง ๆ เลยนะ ดีเหลือเกิน” เธอกัดฟันพูด พลางเร่งมือถักให้เร็วขึ้น
เห็นเม็ดฝนเบาบางลงเรื่อย ๆ คาดว่าอีกไม่นานฟ้าคงเปิด ต้องรีบถักถุงหญ้าให้เสร็จก่อนคนในเผ่าจะตื่น
โชคดีที่เธอเป็นเด็กตัวจ้อยอายุไม่ถึง 5 ขวบ แถมยังขาดสารอาหาร ถักถุงหญ้าใบเล็ก ๆ จึงใช้เวลาไม่นาน
บนถุงหญ้าเว้นรูไว้สามรูสำหรับสอดหัวกับแขน ส่วนขาก็ยื่นออกมาจากด้านล่างของถุงที่ไม่ได้เย็บปิด
“เยี่ยมไปเลย!” เธอยกถุงหญ้าขึ้นโห่ร้อง ก่อนรีบสวมถุงที่ถักเสร็จแล้วลงบนตัว
พอร่างกายถูกปกปิด ความอับอายที่คอยรบกวนจิตใจมาตั้งแต่ตื่นขึ้นมาก็จางลงไปบ้างเสียที
เรื่องเสื้อผ้าพอแก้ขัดไปก่อนได้...
ท้องดันร้องโครกครากขึ้นมาอย่างไม่รู้เวล่ำเวลา
เธอเอนตัวพิงผนังหินตรงปากถ้ำอย่างหมดแรง นวดท้องที่ร้องจ๊อก ๆ แล้วได้แต่ทอดถอนใจ
หิวแล้วจะทำอย่างไรดี? ข้างนอกฝนตกหนัก เธอจะไปหาอะไรกินที่ไหนได้
ในเผ่าไม่มีอาหารเหลือข้ามคืน ของที่ล่าสัตว์หรือเก็บหามาได้ในแต่ละวันยังไม่พอกินในวันนั้นด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะเหลือไว้กินวันถัดไป
ต่อให้มีอาหาร เด็ก ๆ ก็ไม่ใช่คนที่จะได้กินก่อน
เธอทำได้แค่พร่ำภาวนาในใจให้ฝนหยุดไว ๆ หยุดไว ๆ!!
ราวกับได้ยินเสียงภาวนาของเธอ ฝนด้านนอกหยุดลงจริง ๆ
ฝนฤดูร้อนมาตอนเร็ว ไปก็เร็ว
ดวงอาทิตย์โผล่มาเร็วยิ่งกว่า
ถึงอย่างไรก็เป็นฤดูร้อน แสงแดดจึงร้อนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่องลงบนตัวหานจือที่อยู่ตรงปากถ้ำจนรู้สึกร้อนระอุไปทั้งตัว
คนในเผ่าที่นอนอยู่ในถ้ำเริ่มทยอยตื่นเสียที ฝนหยุดแล้ว ถึงเวลาออกไปหาอาหาร
เมื่อวานคนในเผ่าหาได้แค่รากหญ้ากับใบไม้อ่อนมานิดหน่อย เอาไปต้มเป็นน้ำแกงใบไม้หนึ่งหม้อแล้วแบ่งกันดื่ม
ยังไม่ทันพ้นครึ่งคืนก็ย่อยหมดแล้ว ทุกคนต้องทนหิวประคองตัวผ่านค่ำคืนมา
เดิมทีหัวหน้าเผ่าคิดว่าวันนี้จะออกไปล่าสัตว์และเก็บของป่าตั้งแต่เช้าตรู่ แต่พอเช้ามืดฝนกลับตกหนัก
ประสบการณ์ที่หัวหน้าเผ่าคนก่อนถ่ายทอดไว้บอกว่า หากออกไปตอนฝนตกก็ป่วยได้ง่าย
คนในเผ่าที่เป็นผู้ใหญ่ต่างรู้ดีว่า หากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บโดยไม่มีหมอผีรักษา ก็แทบเอาชีวิตไม่รอด
หมอผีคนสุดท้ายของเผ่าพวกเขาตายไปหลายสิบปีแล้ว
เดิมทีเผ่ามีคนอยู่หลายร้อยคน แต่หลังจากไม่มีหมอผี เหลืออยู่เพียงไม่กี่สิบคนในตอนนี้
อีกไม่กี่ปี จำนวนคนในเผ่าก็จะลดลงต่อไป จนสูญสิ้นไปทั้งหมด
หัวหน้าเผ่าของเผ่าที่หานจือทะลุมิติมาอยู่ด้วยเป็นหญิงร่างสูงใหญ่
หัวหน้าเผ่าคนก่อนเป็นมารดาของหัวหน้าเผ่าคนปัจจุบัน สิบปีก่อนนางถูกงาช้างแทงตาย
การล่าช้างครั้งนั้นทำให้เผ่าสูญเสียอย่างหนัก พวกเขาเสียคนวัยฉกรรจ์ไปมากกว่า 20 คน
นับแต่นั้นมา สถานการณ์ของเผ่าก็ย่ำแย่ลงทุกวัน
พวกเขาทำใจยอมรับชะตากรรมที่เผ่าจะต้องสูญสิ้นไปในที่สุดมานานแล้ว
ไม่มีใครช่วยให้เผ่าที่กำลังเสื่อมถอยกลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง
