เย่จื้อฟางรู้สึกงุนงงมาก พ่อบุญธรรมไม่ได้อยากปลดคนออกครึ่งหนึ่งของฝ่ายธุรการ ปลดกึ่งหนึ่งของหน่วยที่ไม่ใช่หน่วยรบ และปลดหนึ่งในห้าของกองพันกับกองร้อย ก็ทำตามจำนวนนั้นเลยสิ
“พ่อบุญธรรม ท่านคิดไว้แล้วว่าจะปลดคนจำนวนเท่าไรจากแผนกไหน ก็ปลดไปเลยสิคะ!”
เย่จื้อฟางคิดแบบง่าย ๆ ไม่ได้คิดถึงใจคนที่อยู่ในกรมทหารเลยสักนิด แน่นอนว่าเธอเองก็ไม่เคยอยู่ในกรมทหาร จะไปคิดถึงเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร
คุณพ่อเผยถอนหายใจ สายตามองออกไปข้างนอก แล้วพูดต่อว่า “ตอนนี้ในฝ่ายธุรการกับหน่วยที่ไม่ใช่หน่วยรบ หลายคนอายุเกิน 40 ไปแล้ว ถ้าบอกให้พวกเขาถูกปลดในวัยนี้ พวกเขาอาจออกไปสู่สังคมแล้วหางานไม่ได้ แล้วพวกเขาจะใช้ชีวิตด้วยอะไร? ส่วนทางกองพันกับกองร้อย ทหารเกณฑ์ที่ปลดประจำการช่วงฤดูใบไม้ผลิก็กลับบ้านไปนานแล้ว ส่วนทหารเกณฑ์ที่เหลือพึ่งรับใช้แค่สองปี รุ่นแรกสุดก็จะปลดในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้กับฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ถ้าจะบีบให้พวกเขาจากไปตอนนี้ ทุกคนก็คงจะไม่พอใจ”
เย่จื้อฟางถอนหายใจตาม ไม่ว่าพ่อบุญธรรมจะคิดรอบคอบแค่ไหน ก็ต้องมีบางคนไม่พอใจอยู่ดี แต่นี่เป็นคำสั่งจากเบื้องบน เขาเปลี่ยนมันได้หรือ? เปลี่ยนไม่ได้
ในเมื่อเปลี่ยนไม่ได้ ก็ยอมรับเสียดีกว่า
“พ่อบุญธรรม หนูคิดว่าเราเอาเอกสารจากส่วนกลางฉบับนี้ไปประกาศให้ทุกคนในกองพลน้อยทราบ บอกไม่แน่ว่าอาจมีคนขอออกไปเองก็ได้ แบบนั้นก็เอาขื่อพวกเขาใส่ในรายชื่อผู้ถูกปลดได้เลย ส่วนที่เหลือก็อธิบายสถานการณ์ ในกรมทหารคงเก็บคนไว้มากขนาดนี้ไม่ได้ ใครมีเส้นสายหาหน่วยงานที่จะรับได้ก็ใช้เส้นสายไป ดีกว่าถูกปลดแล้วต้องมาเดือดร้อนทีหลัง วิธีสุดท้ายก็คือจับสลาก ใครจับได้ก็ไปเลย ถือว่าดวงไม่ดี”
