เวลาเย็นประมาณห้าโมงเศษ ป้าทำอาหารยกถาดกับข้าวเดินเข้ามาในร้านเสื้อผ้า ตอนแรกรู้สึกว่าไม่เหมาะสม แต่ท่านผู้เฒ่าเพิ่งบอกว่า "ตั้งแต่นี้ไปมื้อเย็นให้ยกกับข้าวมาตั้งไว้ที่ห้องยามหน้าบ้านละกัน เสี่ยวฟางบอกว่าจะดูโทรทัศน์อะไรนะ เฮ้อ คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่รู้วัน ๆ คิดอะไรกันอยู่"
คุณปู่โจวปากบอกอย่างนี้ แต่ป้าใหญ่สัมผัสได้ชัดเจนว่าระยะนี้สภาพร่างกายของท่านผู้เฒ่าดีขึ้นมาก แทบทุกวันป้าจะอยู่ดูแลจนทำความสะอาดเสร็จถึงกลับ
เวลานี้แดดยังไม่ตก ดินเนอร์ที่บ้านซื่อเหอย่วนเริ่มแล้ว ช่วงเวลาแบบนี้เป็นตอนที่คนงานมากมายเลิกงาน
ทีวีสีเปิดแล้ว สามคนนั่งล้อมโต๊ะ มองจากมุมของใครของมันก็เห็นจอ แน่นอนว่าที่ตรงกลางยกให้คุณปู่โจวนั่ง
ฝั่งกรุงปักกิ่งนี้สถานีโทรทัศน์ส่วนใหญ่มีสองช่อง ช่องหนึ่งของส่วนกลาง อีกช่องของท้องถิ่น
ตรงนี้ฉายการ์ตูนเรื่อง "อิคคิวซัง เจ้าปัญญา" พอดี สำหรับเย่จื้อฟางแล้วตนยังไม่เคยดูจริง ๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยได้ยินชื่อเรื่อง
ยังไงก็ตาม ถ้าเป็นอะไรที่ไม่เคยดูก็อยากดูทั้งนั้น เฉินตงผิงไม่ปริปากมาตลอด เอาแต่ตั้งอกตั้งใจกินข้าว ดูท่าเรื่องเมื่อกลางวันจะทำให้เขาหงุดหงิดนั่งไม่ติดที่
"เฉินตงผิง นายดูเจ้าเด็กอิคคิวบนทีวีสิ แค่นั่งสมาธิก็คิดวิธีออกได้ เจ๋งไหมล่ะ?" เย่จื้อฟางถามลอย ๆ ประโยคหนึ่ง
ทว่ารอแล้วรอเล่าก็ไม่มีคำตอบจากเฉินตงผิง ปกติเขาไม่ใช่คนปฏิกิริยาช้าแบบนี้ ต่อให้เป็นยังไงอย่างน้อยก็ต้องขานสักคำ
เย่จื้อฟางหันมอง เห็นสีหน้าเฉินตงผิงหงอยเหงา ก็รู้ทันทีว่าเด็กคนนี้มีเรื่องในใจ แต่กลางวันก็ยังดี ๆ อยู่เลยนี่นา ทั้งไม่มีใครรังแก หรือทำงานจนเหนื่อยเกินไป? แต่ก็ไม่น่านะ ก็แค่ไต่บันไดขึ้นที่สูงสองที
