เย่จื้อฟางคิดว่าตอนแรกคุณปู่โจวพูดผิด แต่ตอนนี้เธอมั่นใจแล้วว่าคุณปู่โจวเรียกเฉินตงผิงอย่างนั้นจริง ๆ แถมยังตั้งฉายาให้เขาด้วย
แต่ชื่อนี้มันเหมือนชื่อขันทีในวังยังไงก็ไม่รู้ หวังว่าจะไม่ใช่การมองว่าเฉินตงผิงเป็นขันทีน้อยหรอกนะ
เย่จื้อฟางเม้มปากยิ้มขำ หวังว่าเฉินตงผิงคงไม่เคยดูละครย้อนยุค และไม่รู้เรื่องราวในวังหลวงพวกนั้น
ตอนนี้เฉินตงผิงยืนนิ่งราวกับรูปปั้น เขาไม่อยากรินน้ำชาให้คุณปู่โจว ก็เมื่อวานเขากับพี่สาวยังตกใจแทบตาย
แล้วเฉินตงผิงก็เห็นเย่จื้อฟางหันมา “เฉินตงผิง ต่อไปเราอยู่ที่นี่แล้ว เจอกันทุกวัน ต้องรู้จักเคารพผู้ใหญ่และเอ็นดูเด็ก ไปรินน้ำชาให้คุณปู่โจวเถอะ”
สิ่งที่เฉินตงผิงเชื่อฟังที่สุดคือคำพูดของเย่จื้อฟาง ถ้าไม่ใช่เพราะเธอรับเขาไว้ เขาก็คงไม่มีชีวิตแบบทุกวันนี้
ถูกบังคับจนไม่มีทางเลือก เขาจึงหันกลับไป ปกติเดินเร็ว ๆ แค่ไม่กี่ก้าว คราวนี้กลับเชื่องช้าลง เพราะในใจยังมีอาการต่อต้านอยู่บ้าง
คุณปู่โจวนั่งหลังตรงอยู่ตรงนั้น เมื่อเฉินตงผิงเดินมาถึงตรงหน้า สุดท้ายก็ยกกาชาขึ้นมารินใส่ถ้วยชาที่วางอยู่ข้าง ๆ แต่ถ้วยเล็กเกินไป ไม่ทันระวังน้ำชาก็ล้นออกมาไหลนองบนโต๊ะหิน
เฉินตงผิงรีบวางกาชาลงที่เดิมอย่างลนลาน อยากหาอะไรมาเช็ดน้ำ แต่รอบตัวไม่มีเครื่องมืออะไรเลย ได้แต่ประสานมือแน่นด้วยความประหม่า
“เสี่ยวตงจื่อ น้ำเต็มแก้วก็ล้น การรินน้ำชาให้ผู้อื่นต้องไม่รินจนเต็ม การรินชาเต็มแก้วหมายถึงการไล่แขก ถ้าเจ้ารับใช้นายท่านแล้วรินชาแบบนี้ เจ้าคงถูกลากออกไปตัดหัวแล้ว”
