มารดาสกุลหลี่ยิ้มแหย ๆ แล้วรีบพูดแนะนำขึ้นว่า "คุณเย่ ขอแนะนำให้รู้จักนะคะ นี่ลูกชายกับลูกสะใภ้ของดิฉัน ส่วนนี่หลานชาย อายุแค่หกขวบ เด็ก ๆ ยังไม่รู้ความ นับจากนี้ก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วล่ะ ฮ่า ๆ"
เย่จื้อเหิงเห็นมารดาสกุลหลี่ลุกขึ้น แล้วเดินมาที่โต๊ะอาหาร เปิดกล่องขนมที่เขาซื้อมาจริง ๆ โชคดีที่ขนมพวกนี้ซื้อมาจากห้างรัฐบาล เป็นของที่พนักงานขายแนะนำ เนื้อสัมผัสรสชาติเลยดีที่สุด
ตอนนี้เอง หลี่จิ้งก็แอบดึงแขนเสื้อเย่จื้อเหิงพลางกระซิบบอกว่า "เย่จื้อเหิง ความจริงเธอไม่ต้องซื้อของมามากมายขนาดนี้ก็ได้ ซื้ออะไรนิดหน่อยมาก็พอแล้ว นี่ต้องสิ้นเงินไปอีกมากเลยนะ"
หลี่จิ้งนอกจากตอนแรกที่เย่จื้อเหิงเคยช่วยชีวิตเธอไว้ครั้งหนึ่งแล้ว อีกอย่างคืออุปนิสัยของเย่จื้อเหิงนั้นซื่อตรงเป็นพิเศษ ทั้งยังทำกับข้าวอร่อยมาก และรู้จักเอาใจใส่ดูแลทุกคนรอบตัว
"ไม่มากหรอกนะ ต่อให้ใช้เงินเท่าไหร่กับเธอ ฉันก็ยินดีทั้งนั้น"
สองคนพูดจากันเสียงเบา แต่ก็ถูกบิดาสกุลหลี่ฟังได้อย่างชัดเจนทั้งหมด ลูกเขยแบบนี้ถือว่าผ่านมาตรฐานแล้ว
ไม่นาน ทางห้องครัวก็มีเสียงล้างผัก หั่นผักดังมาให้ได้ยิน เย่จื้อเหิงอยากเข้าไปชมห้องต่าง ๆ ของบ้านสกุลหลี่มาก หลี่จิ้งบอกไม่ใช่หรือว่าต่อไปห้องของเธอจะยกให้นายน้อยหลานชาย ตอนนี้ดูแล้ว บ้านสกุลหลี่กว้างใหญ่กว่าบ้านของตัวเองตั้งเยอะ
"อา ท่านครับ บ้านหลังนี้กี่ตารางเมตรหรือครับ ปกติการจัดสรรที่อยู่อาศัยคงจัดให้ใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้หรอกนะครับ" เย่จื้อเหิงถามขึ้นตามอัธยาศัย
บิดาสกุลหลี่วางแก้วเคลือบในมือลง บ้วนเศษใบไม้ชาในปากทิ้ง แล้วค่อย ๆ พูดเรียบ ๆ ว่า "บ้านเราเป็นครอบครัวข้าราชการทั้งคู่หน่ะ แล้วยังเป็นแบบอย่างผู้ใช้แรงงานทั้งสองคน โรงงานถึงได้เปลี่ยนบ้านใหม่ให้พวกเรา แต่ก่อนก็เหมือนกับทุกคนนั่นแหละ ครอบครัวหนึ่งอัดกันอยู่ในห้องยี่สิบตารางเมตร เรื่องนี้ต้องขอบคุณนโยบายที่ดีของพรรค"
