"พี่ใหญ่ ฉันว่าคราวนี้พี่เอาถุงเท้ามาแค่ร้อยคู่ไม่พอขายหรอก ช่วงสุดสัปดาห์พี่น่าจะเอาของมาเพิ่มอีกสักหน่อย น่าจะทำเงินได้มากกว่านี้" เย่จื้อฟางให้คำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น
ไม่ทันคิดว่าพี่ใหญ่จะโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วพูดเสียงเบาว่า "พี่มีทุนไม่มากขนาดนั้น แต่จริง ๆ วันนี้ฉันเอาถุงเท้ามาสองร้อยคู่ ไม่ได้เอาวางหมดหรอก ในถุงข้างหลังยังมีอีกตั้งร้อยคู่ ขายไม่หมดก็ค่อยเอามาขายพรุ่งนี้"
เย่จื้อฟางถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้ง ก่อนหน้านี้ตนเคยถามพี่ใหญ่ว่าทำไมไม่ขายเสื้อผ้า ตอนนั้นพี่ใหญ่บอกว่าเลือกเสื้อผ้าไม่เป็น แต่แท้จริงแล้วคือในมือมีเงินทุนไม่มากพอ
อย่างคราวนี้ ในมือพวกเขามีเสื้อโค้ทกันลมยี่สิบตัวกับกางเกงอีกสิบตัว ต้นทุนค่าสั่งของก็ปาไป 580 หยวนแล้ว เย่จื้อฟางควักเงินที่เหลืออยู่แปดหยวนสามเหมาออกมาทั้งหมด ส่วนเศษสตางค์สามเฟินที่เหลือก็โยนใส่กระเป๋าตัวนอกไปตามอำเภอใจ ถึงทำหายก็ไม่รู้สึกเสียดาย
ไม่นานเสียงร้องเรียกลูกค้าก็ดังขึ้นเป็นระลอกตามแผงลอยต่าง ๆ ราวกับกลัวว่าลูกค้าที่ผ่านไปมาจะไม่ได้ยิน
แต่เย่จื้อฟางไม่เหมือนคนอื่น เธอออกแรงตะโกนเรียกลูกค้าเฉพาะกับหญิงสาวที่เดินผ่านไปมาเท่านั้น หากเจอผู้หญิงอายุมาก ถึงแม้คุณป้าจะเอ่ยถามขึ้นมาเอง เธอก็ยังไม่อยากแนะนำให้เสียเวลา
"คนสวยจ๋า ดูเสื้อโค้ทกันลมหน่อยสิจ๊ะ นี่เสื้อโค้ทกันลมรุ่นใหม่ล่าสุดของปีนี้เลยนะ อย่างตัวที่ฉันใส่ถึงจะเป็นผ้าโพลีเอสเตอร์คาร์เด็ดหนา แต่ใส่ไปจนถึงปลายเดือนเมษายนได้สบายเลย ที่อื่นเขาขายกันตั้ง 55 หยวนนะ ที่นี่ฉันขายแค่ 45 หยวนเอาปริมาณเข้าว่า คุณลองจับดูสิ เนื้อผ้ามันเทียบกับผ้าวูลไม่ต่างกันเลย ผ้าวูลซักไปนาน ๆ เข้าง่ายนะ" เย่จื้อฟางแนะนำอย่างคล่องแคล่วมีชีวิตชีวา
