หลังจากถูกกระแทกไปมานับครั้งไม่ถ้วน
“กร๊อบ—”
เสียงแตกหักอันแหลมชัดดังขึ้นภายในห้อง
เถาวัลย์เขียวที่พันธนาการข้อมือและข้อเท้าของอีธอนไว้ ในที่สุดก็ทนพละกำลังดุดันไม่ไหว แตกกระจายเป็นเศษแห้งกรอบเกลื่อนพื้น
สถานการณ์พลิกผันโดยสิ้นเชิงในชั่วขณะนั้น
อีธอนหอบหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือเช็ดหยาดเหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก
เขาก้มมองภรรยาซึ่งนอนอ่อนระทวยอยู่บนเตียง
เส้นผมสีเงินขาวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แนบยุ่งเหยิงอยู่กับลำคอขาวผ่อง
ดวงตาสีฟ้าน้ำแข็งของอลิสพร่ามัวด้วยหยาดน้ำใส หางตาแดงระเรื่อชวนมอง นางจ้องเขาราวกับรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ แววตาเปี่ยมเสน่หา
แม้ร่างกายจะสั่นระริกจนห้ามไม่อยู่ แขนทั้งสองของนางก็ยังดึงดันคล้องคออีธอนไว้ ริมฝีปากแดงเผยอเอ่ยว่า “อีธอน… ข้ายังไหว…”
อีธอนยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า
ดูท่าแม้เอลฟ์จะมีอายุขัยยืนยาว แต่หากพูดถึงความทรหดของร่างกายแล้ว ก็ยังห่างชั้นกับเขาผู้หลอมรวมไขกระดูกมังกรยักษ์และโลหิตหัวใจซัคคิวบัสอยู่มาก
ทั้งที่ร่างกายอ่อนยวบแทบกลายเป็นน้ำแล้ว แต่ปากกลับไม่ยอมแพ้แม้แต่น้อย
เขาดึงผ้าห่มขนหมีหิมะเนื้อนุ่มมาคลุมไหล่เกลี้ยงเกลาของอลิสอย่างทะนุถนอม จากนั้นก็เอนกายลงข้างนาง ก่อนโอบร่างเล็กบอบบางเข้ามาในอ้อมแขน
“พอแล้ว วันนี้เอาแค่นี้ก่อน” อีธอนลูบเส้นผมสีเงินนุ่มสลวยของนางเบา ๆ พลางสัมผัสลมหายใจของคนในอ้อมแขนที่ค่อย ๆ สงบลง
เมื่อความพร่าเลือนในดวงตาของอลิสค่อย ๆ จางหายไป และแววตากลับมาแจ่มใสขึ้นเล็กน้อย อีธอนจึงลดเสียงลง น้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้น
“อลิส ระหว่างทางกลับ ผมเห็นหมาป่ามารประหลาดตัวหนึ่งในพุ่มไม้ชานเมือง”
“หมาป่ามารประหลาดหรือ?” อลิสถูไถอกเขาเหมือนแมวขี้เกียจตัวหนึ่ง
“อืม ขนของมันร่วงเป็นบริเวณกว้าง เนื้อที่เผยออกมามีสะเก็ดแผลแข็งเหมือนหินสีม่วงขึ้นเต็มไปหมด” อีธอนนึกถึงภาพประหลาดนั้น “ดูเหมือนมันจะติดเชื้ออะไรบางอย่าง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อลิสก็ชะงักมือ
ความยั่วยวนในดวงตาของนางหายวับไปทันที
นางยันกายขึ้น “ดูเหมือนบริเวณชายขอบของป่าเทียนฮวนจะมีแหล่งแร่ผลึกมารดำผุดขึ้นมาแล้วเช่นกัน”
“แหล่งแร่ผลึกมารดำหรือ? มันคืออะไร?” อีธอนถามอย่างฉงน
อลิสถอนหายใจ “หลังจากเจ้าจากไปได้ราวห้าปี สิ่งมีชีวิตที่ถูกพลังมารกัดกร่อนจนเสียสติ ก็เริ่มปรากฏขึ้นประปรายทั่วทวีปแห่งนี้
“ร่างกายของอสูรมารเหล่านั้นจะมีผลึกสีม่วงงอกขึ้นมา พวกมันไม่รู้สึกเจ็บปวด แยกมิตรกับศัตรูไม่ออก เอาแต่โจมตีสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่อยู่ในระยะสายตาอย่างบ้าคลั่ง
“ต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดก็คือแหล่งแร่ผลึกมารดำที่ผุดขึ้นมาตามที่ต่าง ๆ บนผืนดินโดยไม่มีที่มาที่ไป”
นางเงยหน้าขึ้น แววตาเจือความจนใจอยู่บ้าง
“ผลึกชนิดนี้คายพลังมารคลุ้มคลั่งที่ควบคุมไม่ได้ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน หรือเหตุใดจึงปรากฏขึ้นโดยไม่มีสัญญาณใด ๆ”
“เดิมทีข้าคิดว่าป่าเทียนฮวนตั้งอยู่ทางตะวันตกสุดของโลก ห่างไกลผู้คน คงหลบพ้นมหันตภัยครั้งนี้ได้ ไม่คิดเลยว่าแม้แต่ที่นี่ก็ยังตกอยู่ในเคราะห์ร้าย”
อีธอนได้ฟังแล้วขมวดคิ้วแน่น “ของอันตรายขนาดนั้นจะปล่อยให้อยู่ใกล้บ้านไม่ได้เด็ดขาด เราต้องหาทางกำจัดมันให้เร็วที่สุด”
“กำจัดหรือ?” อลิสส่ายหน้า มุมปากยกเป็นรอยยิ้มขมขื่น “อีธอน ตอนนี้พวกเราจะกำจัดสิ่งนั้นให้ปลอดภัยอย่างเด็ดขาดได้ยากมาก”
“ทำไมล่ะ? คุณก็…” อีธอนยังพูดไม่ทันจบ อลิสก็เอ่ยขัดเบา ๆ
“หากต้องการทำลายแหล่งแร่ผลึกมารดำอย่างปลอดภัย จำเป็นต้องใช้เวททำลายล้างระดับสูงมาก”
“ส่วนพลังของข้าตอนนี้…” อลิสหลุบตาลง “ลดลงมาอยู่ในระดับจอมเวทขั้นสี่แล้ว”
“ขั้นสี่?!”
อีธอนลุกขึ้นนั่ง มองภรรยาตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
เมื่อกว่าร้อยปีก่อน อลิสเป็นจอมเวทขั้นหกระดับสูงสุด ผู้เลื่องชื่อไปทั่วถิ่น ห่างจากจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ขั้นเจ็ดในตำนานเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
เหตุใดพลังถึงไม่เพียงหยุดก้าวหน้า แต่ยังถดถอยลงมาเหลือขั้นสี่ได้?
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เสียงของอีธอนสั่นเครือเล็กน้อย
อลิสกลับเพียงยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจ แล้วยื่นมือมาลูบหัวคิ้วที่ขมวดแน่นของเขาให้คลายลง
“อย่ากังวลไปเลย เพื่อสร้างร่างกายสมบูรณ์แบบนี้ให้เจ้าใหม่ ข้าใช้พลังเวทต้นกำเนิดไปมาก พลังถดถอยลงก็เป็นเรื่องธรรมดา”
ยิ่งน้ำเสียงของนางสงบนิ่งเท่าใด หัวใจของอีธอนก็ยิ่งปวดร้าวมากขึ้นเท่านั้น
ความโดดเดี่ยวตลอด 124 ปี การเสาะหาวัตถุดิบต้องห้ามที่มีอยู่เพียงในตำนานเหล่านั้น รวมถึงราคาที่ต้องจ่ายด้วยพลังเวทซึ่งลดฮวบลง…
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่า กว่าเขาจะลืมตาขึ้นมาได้อีกครั้ง อลิสต้องแบกรับความทุกข์ยากเกินจินตนาการไว้มากเพียงใด
เมื่อเห็นอีธอนตกอยู่ในห้วงความคิด อลิสก็เอ่ยขัดอย่างอ่อนโยน “เอาละ อย่าทำหน้าแบบนั้นเลย เมื่อเทียบกับการได้โอบกอดเจ้าอีกครั้งแล้ว ราคาที่ต้องจ่ายแค่นี้ไม่นับเป็นอะไรเลย”
นางเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วหยิบเสื้อคลุมผ้าไหมมาสวมลวก ๆ ก่อนเท้าเปล่าจะเหยียบลงบนพรม “จริงสิ ยังมีอีกเรื่องที่ข้าต้องบอกเจ้า”
อีธอนเงยหน้าขึ้น สะกดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านไว้ “หืม? มีอะไรหรือ อลิส?”
อลิสไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงหันหลังเดินไปยังมุมเก็บของในกระท่อม
นางก้มลง เปิดพรมผืนหนึ่งที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา แล้วดึงประตูกลไม้ซึ่งซ่อนอยู่ข้างใต้ให้เปิดออก
กลิ่นอายเย็นยะเยือกเจือกลิ่นดินและกำมะถันจาง ๆ ไหลทะลักขึ้นมาตามบันไดหินอันมืดสลัว
“ตามข้ามา”
อีธอนเลิกคิ้วเล็กน้อย สวมเสื้อคลุมแล้วรีบตามลงไป
ห้องใต้ดินมีพื้นที่ไม่กว้างนัก อากาศอบอวลด้วยกลิ่นอับชื้น
ทันทีที่ก้าวลงจากขั้นบันไดสุดท้าย สายตาของอีธอนก็ถูกสิ่งผิดปกติบนแท่นหินตรงกลางดึงดูดไว้
มันคือแท่นจัดแสดงหินออบซิเดียนโบราณ บนแท่นมีคทากระดูกยาวราวสองเมตรวางพาดอยู่
ตัวคทาเต็มไปด้วยรอยร้าวเล็กละเอียดจากการผุกร่อนตามกาลเวลา ส่วนยอดแกะสลักเป็นกะโหลกมังกรยักษ์ที่ดูน่าสยดสยอง
แสงสีแดงประหลาดเรืองรองอย่างริบหรี่แต่ชวนให้ใจสั่น ไหลออกมาจากเบ้าตากลวงโบ๋ของกะโหลกมังกรอย่างช้า ๆ
อลิสยกนิ้วเรียวขึ้น เปลวไฟเล็ก ๆ พลันเต้นระริกที่ปลายนิ้ว
“ฟู่—”
เชิงเทียนทองสัมฤทธิ์สองข้างผนังทยอยลุกโชนขึ้น
แสงเทียนไหวระริกขับไล่ความมืดมิด ทว่ากลับฉายโครงคทากระดูกมังกรให้ดูเร้นลับและน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม
“นี่คืออะไร?” อีธอนกลืนน้ำลายลงคอ สัญชาตญาณบอกเขาว่าภายในคทาด้ามนั้นมีแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่
“นี่คือของที่ข้าได้มาโดยบังเอิญ ระหว่างออกไปตามหาวัตถุดิบเพื่อสร้างร่างกายให้เจ้าใหม่”
อลิสเดินไปยืนหน้าแท่นหิน สายตาจับจ้องกระดูกมังกรที่เรืองแสงสีแดงกะพริบ
“ตอนแรกข้าคิดว่ามันเป็นแค่กระดูกมังกรโบราณที่รูปร่างประหลาดกว่าปกติเล็กน้อย และยังมีพลังเวทหลงเหลืออยู่บ้างเท่านั้น จนกระทั่งภายหลัง ข้าเอามันไปให้ฮาร์วีย์ดู…”
“ฮาร์วีย์หรือ?” อีธอนชะงักไป ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูอยู่บ้าง
“ก็คือลูกมังกรที่ใกล้ตาย ซึ่งพวกเราเคยช่วยไว้ตรงเชิงเขาหิมะในตอนนั้น”
อลิสหันมามอง
“ผ่านไปกว่าร้อยปีแล้ว มันเติบโตเป็นผู้ใหญ่ กลับไปยังถิ่นกำเนิดของเผ่ามังกร และมีนามแท้เป็นของตัวเองแล้วด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อีธอนก็ถึงบางอ้อ
เจ้าจิ้งจกตัวน้อยที่เคยเอาแต่เดินตามหลังเขา พ่นประกายไฟออกมาเล่นไปทั่ว ตอนนี้โตเต็มวัยแล้วอย่างนั้นหรือ
อลิสหันกลับไปมองคทาอีกครั้ง น้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างยิ่ง
“ฮาร์วีย์บอกข้าว่านี่ไม่ใช่กระดูกมังกรธรรมดา แต่เป็น…อาวุธของเทพมังกรองค์ปฐม คทาทำลายโลกที่มีชื่อเล่าขานในตำนานว่า ‘กฎนิรันดร์แห่งมังกร’”
“หา?!”
อีธอนเบิกตากว้าง รูม่านตาสีฟ้าครามหดเล็กลง
อาวุธของเทพมังกรองค์ปฐมหรือ? คทาทำลายโลกระดับตำนานอย่างนั้นหรือ?
ของที่ควรมีอยู่แค่ในมหากาพย์เทพปกรณัมเท่านั้น เหตุใดจึงมานอนจับฝุ่นอยู่ในห้องใต้ดินบ้านเขาได้?
“อลิส คุณได้ศาสตราวุธระดับนี้มาได้ยังไง?” อีธอนถามอย่างตื่นตะลึง
ในหัวของเขาจินตนาการไปแล้วว่าภรรยาต่อสู้สุดชีวิตกับอสูรโบราณเพื่อชิงศาสตราวุธ ต้องเผชิญความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
อลิสหันมามองใบหน้าตื่นตะลึงของอีธอน ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เก็บได้”
“ห๊ะ?”
“ตอนเดินอยู่บนทางเล็ก ๆ ในเทือกเขาหิมะที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง จู่ ๆ มันก็ตกลงมาจากฟ้า แล้วหล่นลงมาตรงหน้าข้าพอดีเป๊ะ”
อลิสยักไหล่ เสริมอย่างเห็นเป็นเรื่องธรรมดา “ข้าเห็นว่ามันแข็งแรงดี ก็เลยเอากลับมาด้วย”
