กลางดึก ณ กองสืบสวนคดีอาชญา
หลิงจื๋อนั่งอยู่ลำพังหน้าโต๊ะทำงาน เบื้องหน้าเขาคือแฟ้มคดีสามฉบับที่กางออก แต่ละฉบับประทับตราสีแดงฉูดฉาดว่า “ยังไม่คลี่คลาย” ทั้งหมดนี้ล้วนชี้ไปยังฆาตกรต่อเนื่องดุจภูตพรายคนหนึ่ง
แฟ้มคดีสามฉบับนี้เขาพลิกอ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
สมุดบันทึกเขียนโปรไฟล์เป้าหมายของผู้ตายเอาไว้:
ชาย เริ่มต้นธุรกิจจากด้านมืด ทอดทิ้งครอบครัว หลบหนีความผิด
แรงจูงใจ: การพิพากษาโดยพลการ
ใบหน้าของผู้ตายแตกต่างกัน แต่สภาพศพเหมือนกันจนน่าตกใจ: ถูกยิงจ่อเสียชีวิต ถัดจากภาพถ่ายแต่ละภาพ มีรายงานการตรวจวิถีกระสุนแนบไว้ ระบุว่าเป็นกระสุนพิเศษชนิดเดียวกัน
สายตาของเขาพักอยู่ที่ประวัติชีวิตผู้ตาย
รายแรก จางไห่เทา เจ้าของกิจการทรายผูกขาดตลาดฝั่งตะวันตกของเมือง ช่วงแรกสร้างตัวด้วยการรีดไถค่าคุ้มครอง ใช้ความรุนแรง มีประวัติทำร้ายร่างกายในครอบครัว ภรรยาทนการทรมานไม่ไหว พาลูกหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จนบัดนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม
รายที่สอง หลิวเหวินซาน ประธานเครือโรงแรม ประวัติการสร้างเนื้อสร้างตัวอาบไปด้วยหนี้เลือดที่เกิดจากการบีบคั้นคู่แข่งทางธุรกิจ หลังจากหย่าร้างไม่เคยเหลียวแลบุตรสาวแท้ ๆ ใช้ความรุนแรงเชิงจิตวิทยาและละเลยการเลี้ยงดูอย่างยาวนาน
รายที่สาม หลิวเจี้ยนหมิง เจ้าของร้านคาราโอเกะ มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เรื่องเล่นู้หญิง เคยบีบบังคับพนักงานเสิร์ฟให้ทำสิ่งผิดกฎหมายจนเสียชีวิต ภายหลังใช้เงินและเส้นสายกดดันกระแสสังคม หลุดพ้นคดีไปได้อย่างลอยนวล
และบัดนี้ คดีที่สี่ปรากฏขึ้นแล้ว
เขากางแฟ้มคดีล่าสุดออก วางไว้ทางขวาสุด
ผู้ตายในคดีนี้ จางเฉียง เจ้าของบริษัทลงทุน ช่วงแรกมีส่วนพัวพันกับการกักขังหน่วงเหนี่ยวโดยมิชอบ รีดไถกรรโชกทรัพย์ ผลักไสหุ้นส่วนจนครอบครัวแตกสาแหรกขาด ปัจจุบันลบอดีตกลายเป็นนักธุรกิจผู้ดี ปลอมตัวเป็นนักการกุศล แต่กลับไม่เคยสนใจใยดีภรรยาและลูก
กระสุนพิเศษนัดนั้น สอดคล้องกับคดีฆาตกรรมที่ยังคลี่คลายไม่ได้สามคดีแรกอย่างสมบูรณ์
ไม่มีข้อยกเว้น ล้วนเป็นนักธุรกิจที่เริ่มจากธุรกิจนอกกฎหมาย มือเปื้อนเลือด ทอดทิ้งลูกเมีย และสุดท้ายลบประวัติก้าวสู่สังคมเบื้องบน
“หึ”
หลิงจื๋อส่งเสียงเยาะเย้ยแผ่วเบา “ทำหน้าที่แทนสวรรค์งั้นหรือ?”
ฆาตกรดูเหมือนกำลังลงโทษคนชั่ว แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ก็ยังคือการเหยียบย่ำกฎหมาย
“คิดจริง ๆ หรือว่าการฆ่าเพื่อหยุดยั้งการฆ่า คือสิ่งที่ถูกต้อง?”
เขาถามเสียงต่ำ
ไม่มีใครตอบ
มีเพียงแสงไฟซีดเซียว และกองแฟ้มคดีเงียบงันบนโต๊ะ
สามคดีแรก เขาได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว:
นี่ไม่ใช่การก่อเหตุแบบสุ่ม ไม่ใช่การล้างแค้นส่วนตัว ไม่ใช่ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
นี่คือการพิพากษา
ฆาตกรกำลังคัดเลือกเป้าหมาย
เจาะจงเลือกชายที่กฎหมายไม่อาจลงโทษได้อย่างสิ้นซาก ผู้ซึ่งเหยียบย่ำชีวิตผู้อื่นเพื่อไต่เต้า โหดร้ายทารุณต่อคนในครอบครัว
กระสุนชนิดเดียวกัน
วิธีการประหารแบบเดียวกัน
ป้าย “สมควรตาย” แบบเดียวกัน
บัดนี้คดีที่สี่ตอกย้ำข้อสันนิษฐานของเขา
หลิงจื๋อเอนหลังพิงเก้าอี้ ปลายนิ้วกดเบา ๆ ที่หว่างคิ้ว สายตาหนักอึ้งกวาดผ่านภาพถ่ายผู้ตายทั้งสี่
คนที่ทำได้ถึงระดับนี้ จะต้องสุขุมเยือกเย็น เชี่ยวชาญ และเกลียดชังมากเพียงใด?
หลิงจื๋อรู้ดีว่า กุญแจสำคัญในการไขคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้ อาจซ่อนอยู่ในอดีตอันดำมืดของผู้ตาย และตรรกะ “ความยุติธรรม” อันบิดเบี้ยวของฆาตกร
ทันใดนั้นเขายืดตัวตรงขึ้น หยิบปากกาขึ้นมาจดลงในสมุดสองคำ:
เจียงหลี
จากนั้นจึงเขียนวงกลมข้าง ๆ ล้อมรอบจุดร่วม “ทอดทิ้งลูกเมีย” ของผู้ตาย และขีดเส้นเชื่อมโยงมันกับชื่อ “เจียงหลี”
หากตรรกะ “ความยุติธรรม” ของฆาตกร คือการลงโทษคนประเภทนี้
เช่นนั้น หญิงสาวที่ชื่อเจียงหลีคนนี้ จะซุกซ่อนอดีตที่ผูกพันแน่นแฟ้นกับ “การถูกทอดทิ้ง” และ “การถูกทำร้าย” อยู่หรือไม่?
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้น ก็ถูกเขาจดจำไว้ในสมุดบันทึกอย่างมั่นหมาย กลายเป็นทิศทางสืบสวนใหม่
ท้องฟ้ายามค่ำข้างนอกมืดมิดยิ่งขึ้น ในห้องทำงานมีเพียงเสียงเบา ๆ ของการพลิกเอกสาร
ข้อมูลส่วนตัวของเจียงหลีถูกจัดหมวดหมู่ไว้แล้ว วางเรียงอย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะของหลิงจื๋อ
เขาเปิดแฟ้มเอกสารด้านบนสุดโดยตรง
สายตาของเขากวาดผ่านเนื้อหาอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งหยุดชะงักกึกที่ช่อง “สถานะครอบครัว” และ “สถานะสุขภาพ”
เด็กกำพร้า บิดามารดาเสียชีวิต อยู่ในความอุปถัมภ์ของญาติห่าง ๆ ชื่อเจ้าจวิน
ไมเกรนเรื้อรังระดับรุนแรง (ในรอบหนึ่งปีเข้ารับการรักษาฉุกเฉิน 17 ครั้ง) คำสั่งแพทย์: หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นจากแสงจ้า, การอยู่ในอิริยาบถเดิมเป็นเวลานาน
ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กระดับปานกลางค่อนไปทางรุนแรง (ค่าฮีโมโกลบินผันผวนระหว่าง 65-80 กรัมต่อลิตร) สองปีล่าสุดเข้าห้องฉุกเฉินเพราะหน้ามืดอ่อนเพลีย 9 ครั้ง ผลตรวจล่าสุด: ฮีโมโกลบิน 72 กรัมต่อลิตร คำสั่งแพทย์: หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงอย่างหนัก, รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ, ป้องกันการเป็นลมหมดสติ
หลิงจื๋อขมวดคิ้วแน่น
เด็กกำพร้า เจ็บป่วยหลายโรค เข้าห้องฉุกเฉินบ่อยครั้ง
คนที่ถูกแพทย์สั่งห้าม “กิจกรรมที่ต้องออกแรงอย่างหนัก” อย่างชัดเจน คนที่มีค่าฮีโมโกลบินต่ำจนต้องระแวดระวังอาการหน้ามืดตลอดเวลา
จะเป็นไปได้อย่างไร ที่จะเสร็จสิ้นการยิงสไนเปอร์ระดับนรก ที่อยู่ห่างออกไปสองกิโลเมตร ซึ่งต้องใช้สมรรถภาพทางกายขั้นสุดโต่ง ความนิ่งสงัด และสมาธิจดจ่อ
เขาพลิกอ่านต่อ บันทึกการเข้ารักษาก่อนเกิดเหตุสามวัน: “ปวดตุ๊บ ๆ ต่อเนื่องที่ขมับขวา ร่วมกับอาการกลัวแสง แนะนำให้ลดการออกนอกบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้สายตา”
บันทึกจากโรงเรียน: อาศัยตามลำพังนอกโรงเรียน ผลการเรียนยอดเยี่ยม แทบไม่มีสังคม นอกเหนือจากเพื่อนร่วมโต๊ะสวี่เถียนแล้ว ไม่มีการติดต่อใกล้ชิดใด ๆ ไม่เข้าร่วมชมรมใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “การยิงปืน” และ “เครื่องจักรกล”
หลิงจื๋อเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ยกมือขึ้น ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กดขมับที่ปวดตุบ ๆ อย่างแรง
เจียงหลีในข้อมูล คือคนที่ถูกโรคร้ายตรึงไว้ในตำแหน่งผู้อ่อนแอ เปรียบประดุจรูปสลักแก้วที่ต้องได้รับการปกป้องทะนุถนอม
แต่เงาร่างที่ได้จากการปะติดปะต่อเบาะแสทั้งหมดในที่เกิดเหตุ กลับเป็นนักล่าระดับสูงสุดที่สุขุม แม่นยำ และลงมืออย่างเด็ดขาด
ระหว่างภาพลักษณ์ทั้งสองนี้ มีหุบเหวกว้างลึกล้ำที่ยากจะหยั่งถึง ราวกับเป็นเรื่องน่าขัน ราวกับเป็นไปไม่ได้
แท้จริงแล้ว ภาพไหนคือตัวจริง?
หรือว่า… ทั้งคู่น่ะ?
หลังรุ่งเช้า เขาหยิบโทรศัพท์โทรหาเสี่ยวหวังที่รีบเดินทางไปภูมิลำเนาทะเบียนบ้านของเจียงหลีตั้งแต่เมื่อคืน:
“สองเรื่อง หนึ่ง ขอระเบียนการรักษาโดยละเอียดของเจียงหลีทั้งหมดและใบสั่งแพทย์ตัวจริง ขอทุกรายละเอียดทุกครั้ง สอง สืบเจ้าจวินผู้ปกครองของเธอ อาชีพ ความสัมพันธ์ทางสังคม ประวัติอาชญากรรม ละเอียดยิ่งดี”
โทรศัพท์จากเสี่ยวหวังดังกลับมาอย่างรวดเร็ว:
“หัวหน้าหลิงครับ สืบได้แน่ชัดแล้ว เจ้าจวิน ตกงาน มีประวัติก่อความรุนแรงในครอบครัวและหาเรื่องทะเลาะวิวาทหลายครั้งครับ”
มือขวาที่ถือโทรศัพท์ของหลิงจื๋อกำแน่นขึ้นอย่างเงียบเชียบ
“พวกเราไปสอบถามเพื่อนบ้านเก่าแก่ ต่างบอกว่าเจียงหลีถูกทำร้ายร่างกายบ่อยครั้งตั้งแต่เด็ก ซ่อนตัวร้องไห้เป็นเรื่องปกติ หนักสุดครั้งหนึ่ง ถูกซ้อมจนต้องส่งโรงพยาบาล เจ้าจวินแก้ตัวกับคนอื่นเป็นเสียงเดียวว่า ‘เด็กล้มเอง’ ประวัติแจ้งความพบว่า เจียงหลีก่อนอายุสิบสองปีเคยแจ้งความมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่หลักฐานไม่พอ อีกฝ่ายปฏิเสธ สุดท้ายก็เงียบหายไป”
เสียงของเสี่ยวหวังในหูโทรศัพท์เว้นช่วงไป ก่อนจะพูดต่อ:
“เพื่อนบ้านบอกว่า หลังจากแจ้งความแต่ละครั้ง เธอจะถูกซ้อมหนักกว่าเดิม น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่แจ้งความ เจ้าจวินลงมือรุนแรงกว่าเดิม ไม่นาน เจียงหลีก็หนีออกจากบ้านนั้น หลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับไปอีก และไม่เคยติดต่อกับเจ้าจวินอีกเลยครับ”
“เข้าใจแล้ว”
หลิงจื๋อค่อย ๆ วางโทรศัพท์ลง สายตากลับมาจับจ้องที่แฟ้มเอกสารที่กางออกอีกครั้ง รูปถ่ายติดใบสมัครของเจียงหลีใบนั้น ดวงตาของหญิงสาวสงบนิ่ง ผิวพรรณขาวซีด
สูญเสียบิดามารดาตั้งแต่น้อย ตกอยู่ในเงื้อมมือผู้ปกครองที่โหดร้าย ร้องขอความช่วยเหลือไร้หนทาง สุดท้ายได้แต่อยู่อย่างโดดเดี่ยว หลบหนีไป
หลิงจื๋อขมวดคิ้ว
เด็กสาวที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเช่นนี้ ถูกความเจ็บป่วยเรื้อรังหลายชนิดทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอได้รับศิลปะการสังหารที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญระดับสูงและสภาพร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมนั่นมาได้อย่างไร และสามารถใช้มันได้?
กระสุนพิเศษนัดนั้น ตรรกะบิดเบี้ยวชุดนั้นที่ “ลงโทษผู้ทอดทิ้งลูกเมีย” กับประวัติบาดแผลส่วนตัวของเธอ มันเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้อย่างไร?
เขายื่นนิ้วชี้ออกมา เคาะหนัก ๆ ลงบนชื่อ “เจ้าจวิน” สองครั้ง
ความคิดที่ชัดเจนขึ้นอีกผุดพ้นผิวน้ำ:
การหลบหนีของเจียงหลี แค่เพียงเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงจริง ๆ หรือ?
หรือหลังจากหลบหนีไปแล้ว ในช่วงว่างเปล่าอันยาวนานที่เธอหายตัวไป เธอได้พบเจอ “แรงกระตุ้น” บางอย่าง หรือใครบางคน?
“เสี่ยวหวัง” เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้ง “ที่อยู่ของเจ้าจวิน ต้องหาให้พบ อีกอย่าง รวมกำลังคน ขุดคุ้ยให้ฉัน ตั้งแต่เจียงหลีหนีออกจากบ้านของเจ้าจวิน ยันอายุสิบแปดสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตลอดหกปีมานี้ เธออยู่ที่ไหนกันแน่ ทำอะไร อยู่กับใคร ช่วงเวลานี้ว่างเปล่า ฉันอยากรู้ว่าทำไมมันถึงว่างเปล่า”
เวลาคลานอย่างเนิบช้าท่ามกลางการรอคอย
เมื่อโทรศัพท์ของเสี่ยวหวังดังขึ้นอีกครั้ง หลิงจื๋อกดรับแทบจะทันที
“หัวหน้าหลิงครับ สถานการณ์ยุ่งยากกว่าที่คิด” เสียงของเสี่ยวหวังแฝงความอ่อนล้าและความยากลำบาก “เจ้าจวิน หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วครับ”