เช้าวันถัดมา โจวหานซิงตื่นขึ้นทั้งที่ฟ้ายังไม่สว่างดี
เธอลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะไปก่อไฟในครัว ยัดใบสนลงไปในเตา ไฟพลันลุกพรึ่บ ส่องให้เห็นใบหน้าเรียบนิ่งของเธอ จากนั้นก็เติมน้ำลงหม้อ แล้วตักข้าวสารออกมาครึ่งชามจากตู้นิรภัย ผสมกับข้าวฟ่างก่อนใส่ลงหม้อ พอต้มน้ำเดือดแล้วก็หรี่ไฟ เคี่ยวต่อช้า ๆ
ระหว่างรอข้าวต้ม เธอนำหมั่นโถวที่เหลือจากเมื่อวานไปอุ่นในลังถึง ไอร้อนลอยขึ้นพร้อมกลิ่นหอมของแป้ง
จัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว เธอก็ผลักประตูรั้วออก
ลมภูเขายามเช้าพัดพาความหนาวเหน็บเสียดกระดูกมาด้วย ปะทะใบหน้าราวกับมีดเล่มเล็ก โจวหานซิงกระชับเสื้อฝ้ายเก่าบนร่าง ก่อนจะเริ่มวิ่งเหยาะ ๆ รอบลานบ้าน
ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป
วิ่งได้เพียงสองรอบ ปอดก็แสบร้อนเจ็บปวด ในลำคอมีแต่รสคาวหวาน ขาหนักอึ้งจนแทบยกไม่ขึ้น เธอหยุดพัก มือเท้าหัวเข่าพลางหอบหายใจแรง เหงื่อผุดบนหน้าผาก พอลมหนาวพัดผ่านก็เย็นวาบไปทั้งแผ่น
ใจร้อนไม่ได้
เธอค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น แล้วเริ่มยืดเส้นยืดสาย ท่าฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายขั้นพื้นฐานที่เคยเรียนรู้ในกองทัพชาติที่แล้วได้ใช้ประโยชน์ในเวลานี้พอดี ทั้งกดขา บริหารข้อมือข้อเท้า และบิดลำตัว ทุกท่าล้วนทำอย่างตั้งใจ แม้กล้ามเนื้อจะปวดเมื่อยจนสั่นก็ตาม
ภาวะขาดสารอาหารรุนแรง มวลกล้ามเนื้อแทบไม่มี ความอึดก็ต่ำจนน่าตกใจ โชคดีที่ตอนนี้เธอเพิ่งอายุ 13 ปี ทุกอย่างยังแก้ไขได้ทัน เธอก้มมองร่างผอมเล็กของตัวเอง คิ้วขมวดน้อย ๆ ส่วนสูงเท่านี้เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกันก็นับว่าเตี้ยอยู่แล้ว ช่างตัวเล็กจริง ๆ
ออกกำลังกายได้ราวหนึ่งชั่วโมง เหงื่อก็ชุ่มเสื้อผ้าแล้ว เวลานั้นเองมีเสียงโจวต้าซานลุกจากเตียงดังมาจากห้องข้าง ๆ ทั้งเสียงไอและเสียงสวมรองเท้า
โจวหานซิงหยุดมือ กลับเข้าห้องตัวเองแล้วปิดประตู เธอเพียงนึกในใจ ก็เข้าไปในตู้นิรภัยได้ทันที จากนั้นรีบอาบน้ำอุ่นในห้องน้ำของห้องพักรับรองวีไอพีชั้นเก้า เปลี่ยนเสื้อชั้นในให้สะอาด ส่วนเสื้อคลุมด้านนอกยังคงเป็นเสื้อฝ้ายเก่าปะชุนตัวเดิม เสื้อผ้าเปียกเธอทิ้งไว้ในห้องซักผ้าของตู้นิรภัย
พอจัดการตัวเองเรียบร้อยออกมา โจวต้าซานก็ผลักประตูห้องโถงใหญ่พอดี
“หนู ตื่นเช้าขนาดนี้เชียวหรือ” ชายชรามองดินในลานบ้านที่ชื้นเล็กน้อยอย่างประหลาดใจ
“นอนไม่หลับค่ะ เลยลุกมาออกกำลังกาย” โจวหานซิงพูดพลางหันเดินเข้าครัว “ข้าวต้มใกล้สุกแล้ว ตาซ่า ล้างหน้าแล้วมากินข้าวเถอะค่ะ”
อาหารเช้ามีข้าวต้มข้าวสองชนิดที่ข้นกำลังดี หมั่นโถวแป้งขาวอุ่นร้อน และผักดองที่เหลือจากเมื่อวานอีกจานเล็ก ๆ สองตาหลานนั่งกินกันเงียบ ๆ ที่โต๊ะตัวเล็กในห้องโถงใหญ่
โจวต้าซานกินข้าวต้มไปสองชามแล้ววางชามลง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “หนู วันนี้ตาซ่าคิดจะกลับไปที่เขาสักรอบ”
โจวหานซิงเงยหน้ามองเขา
“คราวก่อนออกมารีบไปหน่อย ที่บ้านยังมีข้าวของอยู่อีกบ้าง ตาซ่าจะกลับไปเก็บแล้วเอามาที่นี่” โจวต้าซานอธิบาย ทว่าสายตากลับหลบเลี่ยงเล็กน้อย
โจวหานซิงเข้าใจทันที จึงถามตรง ๆ ว่า “แค่กลับไปเอาของเหรอคะ ตาซ่ายังอยากไปดูเขาลึก ๆ ใช่ไหม”
โจวต้าซานถูกจับได้ว่าคิดอะไรอยู่ จึงยิ้มเจื่อน ๆ “คราวก่อนวางกับดักไว้แถวหุบเขาเสือ เหมือนจะดักสัตว์ตัวใหญ่ได้ แต่ตอนนั้นมีธุระต้องรีบลงเขาเลยไม่ได้กลับไปเก็บ ตาซ่าก็เลยอยากไปดู ถ้ามันไม่อยู่แล้วก็ช่างเถอะ แต่ถ้ายังอยู่ล่ะ”
“ตอนนี้ของกินในเขามีน้อย สัตว์ป่าก็ดุร้ายกันมาก” โจวหานซิงวางตะเกียบ น้ำเสียงจริงจัง “ตาซ่าคะ เงินที่แม่ทิ้งไว้พอให้หนูเรียนหนังสือแล้ว ตาซ่าไม่ต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อหาเงินอีก”
“ตาซ่ารู้แล้ว รู้แล้ว” โจวต้าซานถูมือไปมา “ตาซ่าแค่คิดว่าจะไปอีกสักครั้งก่อนเข้าหน้าหนาว ถ้าได้อะไรกลับมาก็ดี ถ้าไม่ได้ก็จะรีบกลับทันที ไม่ยืดเยื้อแน่นอน เห็นไหม ฟืนก็ตัดไว้พอแล้ว ตาซ่าถึงวางใจให้อยู่บ้านคนเดียวได้”
โจวหานซิงมองประกายในดวงตาชายชราที่ยังไม่ยอมมอดดับ ก็รู้ว่าคงเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ นายพรานเฒ่าใช้ชีวิตอยู่กับภูเขามาทั้งชีวิต ความผูกพันกับป่าเขาและความหวังว่าจะโชคดีเช่นนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะลบล้างได้ด้วยคำพูดไม่กี่คำ
เธอไม่เกลี้ยกล่อมต่อ เพียงกำชับอย่างจริงจังว่า “ถ้าอย่างนั้นตาซ่าต้องสัญญากับหนูว่าจะระวังตัวให้ดี ไม่ว่าจะได้อะไรกลับมาหรือไม่ก็ต้องกลับภายในสามวัน อย่างช้าที่สุดก็สามวัน หนูจะรอตาซ่าอยู่ที่บ้าน”
“ได้! ตกลง! สามวันกลับแน่นอน!” พอโจวต้าซานเห็นว่าเธอยอมแล้วก็รีบรับปาก
โจวหานซิงลุกไปในครัว นำหมั่นโถวที่เหลืออยู่ห้าหกลูกใส่ถุงผ้าหยาบสะอาด ๆ แล้วแอบหยิบไข่ต้มสองฟองจากตู้นิรภัยใส่ลงไปด้วย ก่อนยื่นให้โจวต้าซาน “เอาไว้กินระหว่างทางนะคะ อย่าประหยัดจนไม่ยอมกิน”
โจวต้าซานรับถุงมา ชั่งน้ำหนักในมือแล้วขอบตาก็แดงเรื่อ “เด็กคนนี้ เก็บไว้กินเองเถอะ”
“หนูยังมีค่ะ” โจวหานซิงหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อว่า “พรุ่งนี้หนูจะไปโรงเรียน ไปคุยกับครูเรื่องเรียนหนังสือด้วยตัวเองที่บ้านค่ะ”
โจวต้าซานพลันกังวลขึ้นมา “พูดกับครูดี ๆ ถ้าครูไม่เห็นด้วย หนูก็ตั้งใจเรียนที่โรงเรียน อย่าดื้อดึงล่ะ”
“หนูรู้จักกาลเทศะค่ะ” โจวหานซิงพยักหน้า เธอคิดว่าครูมีโอกาสเห็นด้วยสูงมาก ในยุคนี้เด็กชนบทจำนวนไม่น้อยเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โดยเฉพาะช่วงฤดูเก็บเกี่ยวหรือเวลาครอบครัวลำบาก การลาหยุดถือเป็นเรื่องปกติ ผลการเรียนของเธอก็ดี หากเสนอขอเรียนด้วยตัวเองที่บ้านและเข้าสอบตามกำหนด ครูส่วนใหญ่คงยืดหยุ่นให้
พอกินข้าวเสร็จ โจวต้าซานกลับเข้าห้องไปหยิบกระสอบปุ๋ยที่ปะชุนไว้ใบหนึ่ง พาดบ่าก่อนเตรียมออกจากบ้าน เมื่อเดินไปถึงประตูรั้วก็หันกลับมากำชับอีกครั้ง “หนู ตอนกลางคืนล็อกประตูให้ดีนะ รอตาซ่ากลับมาแล้วเราค่อยก่อรั้วไม้ให้สูงขึ้นอีกหน่อย ทำให้แน่นหนากว่าเดิม”
“ค่ะ” โจวหานซิงรับคำ “ประตูรั้วก็เก่าแล้ว รอตาซ่ากลับมาเราค่อยซ่อมด้วยกันนะคะ”
“ได้เลย!” โจวต้าซานสวมหมวกผ้าฝ้ายขอบรุ่ย โบกมือให้ “ไปละ สามวันกลับ!”
โจวหานซิงมองแผ่นหลังงองุ้มเล็กน้อยของตาซ่าหายลับไปตรงสุดทางเล็ก ๆ ที่ปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า ก่อนปิดประตูรั้วและลงกลอนให้เรียบร้อย
เธอกลับเข้าครัวไปล้างชามกับตะเกียบให้สะอาด ร่างกายชุ่มเหงื่อบาง ๆ อีกครั้งจากการออกกำลังกายตอนเช้า เหนียวเหนอะหนะจนไม่สบายตัว เธอกลับเข้าห้องของตัวเอง ปิดประตูให้สนิท แล้ววูบเข้าไปในตู้นิรภัย
เธอตรงขึ้นไปชั้นเก้า เติมน้ำร้อนลงในอ่างอาบน้ำขนาดกว้างของห้องพักรับรอง แล้วแช่น้ำอย่างสบายตัว ความร้อนจากน้ำช่วยประโลมกล้ามเนื้อที่ปวดเมื่อย เธอพิงขอบอ่าง หลับตาครุ่นคิด
พื้นฐานร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ออกกำลังกายอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องบำรุงด้วย คงดีถ้าได้หาหมอจีนที่ไว้ใจได้มาดูอาการ แล้วจัดยาให้สักเทียบ ในยุคนี้หมอจีนเก่ง ๆ ที่มีฝีมือจริงยังมีอยู่ รอให้ผ่านไปอีกหลายปีและเกิดการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ขึ้น คงหาตัวยากแล้ว
พรุ่งนี้ไปอำเภอพอดี ลองถามหาดูก็ได้
พออาบน้ำเสร็จก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เธอไม่ได้ออกไปทันที แต่เดินไปยังห้องออกกำลังกายบนชั้นเดียวกัน อุปกรณ์ในห้องออกกำลังกายของตู้นิรภัยมีครบครัน ทั้งลู่วิ่ง เครื่องเดินวงรี และเครื่องฝึกกล้ามเนื้อ เธอขึ้นลู่วิ่งก่อน ปรับความเร็วให้ช้าที่สุด แล้วเดินช้า ๆ อยู่ 20 นาทีเพื่อให้ร่างกายปรับตัว จากนั้นจึงเริ่มฝึกกำลังพื้นฐานบางอย่าง เน้นฟื้นฟูร่างกายเป็นหลัก และใช้น้ำหนักเบามาก
การอยู่คนเดียวบริเวณเชิงเขาห่างไกลเช่นนี้ จำเป็นต้องมีความสามารถในการป้องกันตัว ทักษะการต่อสู้จากชาติที่แล้วฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเธอ แต่ร่างกายนี้ต้องฝึกให้ตามทัน
