ซู่เหยาแอบเดินขึ้นไปยังชั้นสี่
ชั้นสี่เป็นห้องเก็บของ ไว้ใช้วางของเบ็ดเตล็ด มีเตียงตั้งไว้ชั่วคราว บางครั้งผู้จัดการร้านก็มางีบพักกลางวันที่นี่
ไม่มีตู้ และไม่มีสิ่งใดใช้บังตา
หีบใต้เตียงถูกลากออกมา รื้อค้นจนกระจัดกระจาย ศพผู้หนึ่งนอนอยู่กลางห้อง
ซู่เหยายืนอยู่หลังประตู กลั้นลมหายใจรวบรวมสมาธิ คอยสังเกตความเคลื่อนไหวภายนอกตลอดเวลา
โลหิตกระเซ็นเต็มใบหน้านาง สัมผัสอุ่น ๆ เหนียว ๆ ไหลอาบลงมาตามแก้ม หยดลงบนชายเสื้อ ซึมซ่านเป็นวงสีแดงฉานสะดุดตา
สายลมเย็นพัดโชย คราบโลหิตบนหน้าแห้งไปกว่าครึ่ง แนบติดผิวหนัง ใบหน้าผุดผ่องที่เคยขาวกระจ่าง ถูกสีแดงฉานขับให้ยิ่งซีดเผือด ไร้แววหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ในดวงตาคงเหลือไว้เพียงความเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยวหลังจากการเข่นฆ่า
หัวหน้าโจรภูเขาเดินขึ้นไปถึงชั้นสอง เห็นศพบนชั้นสองก็รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
“นังหนูบัดซบ อย่าให้ข้าจับได้เชียว!”
หัวหน้าโจรภูเขารีบไล่ค้นชั้นสองและชั้นสามเสร็จแล้ว ก็เดินมุ่งไปยังชั้นสี่
ซู่เหยากำหน้าไม้พกในมือแน่น
ทันใดนั้น ซู่เหยาได้กลิ่นหอมกลิ่นหนึ่ง
กลิ่นหอมจางมาก ผสมผสานกับกลิ่นควันดินปืนที่มากับอัคคีภัย หากไม่สังเกตให้ดี ก็ไม่อาจได้กลิ่น
ซู่เหยาผู้เป็นยอดฝีมือด้านการปรุงเครื่องหอม เมื่อจับกลิ่นหอมได้อย่างเฉียบคม ก็สายเกินไปเสียแล้ว
คือยาเมามาย
หนังตาของนางค่อย ๆ หนักขึ้น คนก็หมดเรี่ยวแรงราวกับจะไถลไปตามกำแพง
ก่อนจะจมสู่ห้วงนิทรา นางฝืนประคองตัวหยิบเม็ดยาหนึ่งเม็ดอมไว้ใต้โคนลิ้น