ดวงตาคมกริบของเผยอวี้เฉิงหดตัววูบ กรามล่างเกร็งแน่น แม้แต่ลมหายใจยังหยุดไปชั่วขณะ
ทว่า เขารู้ตั้งแต่แรกว่านางกำลังสืบสวนเรื่องของอาอิง สิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงหาใช่เพราะนางล่วงรู้ความจริงทั้งหมด แต่เป็นเพราะนางบังอาจเปิดโปงมันต่อหน้าเขาต่างหาก
เผยอวี้เฉิงกลับคืนสู่ท่าทีปกติในพริบตา หัวเราะอย่างเบิกบานว่า “อาหลานช่างหลักแหลมเกินผู้ใดยิ่งนัก สิ่งใดก็ปิดบังเจ้าไม่ได้”
รอยยิ้มพึงพอใจแต้มอยู่บนริมฝีปาก สายตาที่มองซู่เหยายิ่งร้อนแรงขึ้นไปอีก
อาหลานของเขา ช่างหลักแหลมไม่ต่างจากอาอิง
เผยอวี้เฉิงมีรูปโฉมหล่อเหลายิ่งนัก หน้าตาคมสันราวสลักด้วยมีด สันจมูกโด่งเป็นสัน กรามล่างแข็งแกร่งดูเย็นชา ชุดทหารยิ่งขับเน้นให้รูปร่างสูงโปร่งสง่าดั่งต้นสน เพียงยืนอยู่เฉย ๆ ก็แผ่กลิ่นอายอันน่าเกรงขามออกมา
เมื่อมองเพียงผิวเผิน เป็นรูปโฉมชายชาตรีที่เพียงพอจะทำให้สตรีใด ๆ ใจละลาย
ทว่าในดวงตาล้ำลึกคู่นั้น กลับซ่อนความดื้อรั้นดันทุรังที่ผู้อื่นมิอาจหยั่งรู้
“อาหลาน เจ้าอย่าคิดหนีเลย ไม่มีใครพรากเจ้าไปจากข้างกายข้าได้”
เขาก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว ดึงซู่เหยาเข้ามากอดไว้ในอ้อมอกอย่างแน่นหนา
“เพี๊ยะ——”
ซู่เหยาตบฝ่ามือใส่เขาอีกครั้ง
หลังตบเสร็จ นางก็ถอยกรูดออกไปไกลหลายก้าว
เผยอวี้เฉิงลูบใบหน้าที่ถูกตบเอียงไปด้านข้าง ไร้ซึ่งความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย ภายใต้รูปโฉมหล่อเหลา ห่อหุ้มจิตใจที่คลุ้มคลั่งดื้อดึงไว้
ซู่เหยาถอยไปจนมุมห้อง บังคับตนให้สงบนิ่ง “แม่ทัพเผยจะไม่ยอมให้ข้ากับอาจี๋พบหน้ากันชั่วชีวิตเชียวหรือ หากอาจี๋รู้เข้า ท่านว่าเด็กจะคิดเช่นไร”