ซูหมิงเพ่ยรออยู่ที่จวนไท่อีวังกว่าหนึ่งชั่วยามก็ไม่เห็นผู้ใดมา เขาโกรธยิ่งนัก
“พวกเจ้าคนใช้ นี่มันเรื่องอะไรกัน? กล้าดูหมิ่นข้าผู้เป็นซื่อจื่อถึงเพียงนี้?!”
สาวใช้ตัวน้อยกล่าวอย่างสุภาพว่า “ซื่อจื่อ นายท่านของข้าวันนี้ไม่มีเวลา ไม่ขอพบแขก”
ซูหมิงเพ่ยด่าทอว่า “ไม่มีระเบียบเสียเลย! ต่อหน้าข้าผู้เป็นซื่อจื่อ กล้าไม่เรียกตัวเองว่าทาษหญิง เอาแต่ข้าเอาแต่เจ้า ผิดมารยาทสิ้นดี?!”
สาวใช้ตัวน้อยหัวเราะเยาะในลำคอ “คุณชาย ท่านเป็นใครกัน?”
ซูหมิงเพ่ยรู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม
“ข้าคือซื่อจื่อแห่งตระกูลเวยหย่วนโหว ซูหมิงเพ่ย!”
สาวใช้ตัวน้อยกล่าวเสียงใสว่า “คุณชายซู นายท่านของพวกข้าบอกแล้วว่า ไม่รู้จักท่าน ท่านกลับไปเถิด!”
แม้แต่ยามนายของตระกูลเวยหย่วนโหวล้มป่วย ไท่อีวังยังไม่ยอมไปเยี่ยมถึงจวน ไม่ต้องกล่าวถึงซื่อจื่อผู้นี้ที่กล้าอุตส่าห์มาเชิญไท่อีไปรักษาหญิงนางโลมผู้หนึ่ง
เกรงว่าคงเสียสติไปแล้ว
“คุณชายไม่ต้องการไท่อี คงต้องเชิญนักพรตมาขับไล่วิญญาณร้ายรอบตัวท่านเสียกระมัง!”
ซูหมิงเพ่ยโกรธจนอกกระเพื่อมขึ้นลง
“บังอาจ! รีบคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
สาวใช้ตัวน้อยมองเขาคราหนึ่ง จากนั้นเดินจากไปอย่างเงียบงัน
ก็เป็นเพียงพวกยากจนที่มาขอพบหมอ ยังกล้าอวดดีในจวนไท่อี
แววตาของสาวใช้ตัวน้อยนั้น เป็นการเย้ยหยันอย่างชัดเจน
ซูหมิงเพ่ยโกรธจนตัวสั่นสะท้าน
ไท่อีวัง ช่างกล้านัก! ในชาติก่อนเขาเคยช่วยชีวิตไท่อีวังไว้ แต่กลับให้สาวใช้เพียงคนเดียวมาดูหมิ่นเขา!
ในชาตินี้ หากไท่อีวังประสบเคราะห์ภัยอีก ก็อย่าหาว่าเขายืนดูดาย!
ซูหมิงเพ่ยสะบัดแขนเสื้อจากไป
เขาเคยกล่าวคำโอหังว่าจะเชิญหมอหลวงมารักษาหลีถัง บัดนี้เชิญหมอหลวงไม่สำเร็จ กลับไปหอคณิกาก็ไม่เหมาะ จึงให้ซูฉีไปเชิญหมอจากโรงหมอแห่งหนึ่ง ส่วนตนกลับจวน
ซูหมิงเพ่ยนั้นฟื้นคืนชีพมา แต่ข้อสอบเคอจวี่จากชาติก่อน กลับนึกเท่าใดก็นึกไม่ออก
ดูท่าหนังสือนี้ ยังต้องอ่านต่อไป
ในชาติก่อน เขาได้ฝากตัวเป็นศิษย์ใต้ประตูอาจารย์ต้าหยู หลี่ เป็นศิษย์ปิดสำนักของท่าน
เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในจวนไท่อีวัง ซูหมิงเพ่ยจึงยับยั้งความปรารถนาที่จะไปฝากตัวทันที คิดกลับจวนไปเตรียมตัวเสียก่อน
อาจารย์ต้าหยู หลี่ ไม่ใช่ผู้ที่จะรับศิษย์ใครง่ายๆ
ในชาติก่อน เขาเขียนกวีนิพนธ์บทหนึ่ง ทำเอาอาจารย์ต้าหยู หลี่ประหลาดใจยิ่ง จึงฝากตัวสำเร็จ
คราวนี้กลับไปเขียนกวีนิพนธ์นั้นก่อน แล้วค่อยนำไปมอบให้อาจารย์ต้าหยู หลี่ด้วยตนเอง
~
ด้านซูซูเหยา ทราบว่าซูหมิงเพ่ยจะเชิญหมอหลวงให้หลีถัง ก็เพียงยิ้มแล้วผ่านไป
ลองนับดู ในชาติก่อนยามนี้ ซูหมิงเพ่ยคงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ต้าหยู หลี่แล้ว
อาจารย์ต้าหยู หลี่เคยเป็นอาจารย์ผู้ให้การศึกษาเบื้องต้นแก่องค์รัชทายาท แทบจะไม่รับศิษย์อีก
อาจารย์ต้าหยู หลี่เป็นผู้คลั่งไคล้หมากล้อม ในชาติก่อน นางใช้เงินมหาศาลซื้อหมากล้อมที่ทำจากหยกหยางจือชุดหนึ่ง ทั้งยังรวบรวมตำราหมากล้อมอีกไม่น้อยไปมอบให้
แม้กระทั่งเช่นนั้น อาจารย์ต้าหยู หลี่ยังไม่ยอมรับศิษย์ให้พี่ใหญ่ เพียงแต่ตกลงจะชี้แนะบทความสามบท
ด้วยความบังเอิญที่ไม่อาจคาดหมาย นางได้ช่วยชีวิตบุตรสาวของอาจารย์ต้าหยู หลี่ไว้ พี่ใหญ่จึงฝากตัวเป็นศิษย์ได้สำเร็จ กลายเป็นศิษย์ปิดสำนักของท่าน
การฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์ต้าหยูได้นั้น ล้วนอาศัยนางทั้งสิ้น แต่พี่ใหญ่กลับกล่าวว่า เป็นเพราะกวีนิพนธ์บทนั้นของเขานามว่า “คำนับเบญจมาศวสันต์” ทำให้ท่านอาจารย์ซาบซึ้ง
กวีนิพนธ์คำนับเบญจมาศวสันต์ที่เขาเขียนนั้น แม้สุนัขยังไม่มอง
ในชาตินี้ พี่ใหญ่จะต้องผิดหวังแน่
ต่อจากนั้น ซูซูเหยาสั่งให้คนนำของสำคัญประจำตระกูลหยวนกลับไป แสดงเจตจำนงถอนหมั้นอย่างชัดเจน
การแต่งงานกับหยวนจู่ ควรตัดให้ขาดโดยเร็วเสีย
ด้านตระกูลหยวนได้รับของสำคัญคืน ก็รีบให้คนไปแจ้งแก่หว่านซื่อ
ไม่นาน คนใช้สาวก็มาเชิญว่า “ท่านนายหญิงใหญ่ เชิญไปพบฮูหยิน”
“เดี๋ยวนี้” ซูซูเหยาวางสมุดบัญชีในมือ น้ำเสียงเย็นชา
เมื่อเพิ่งย่างเข้าไปในประตูสวนชุนจิ่ง ก็ได้กลิ่นหอมไม้จันทน์ที่คุ้นเคย
ในสวนชุนจิ่งมีห้องพระเล็กๆ ตั้งอยู่ ทุกวันหว่านซื่อจะจุดธูปสวดมนต์
เมื่อซูซูเหยาเข้าไป หว่านซื่อกำลังคัดลอกพระสูตร
“ฮูหยิน ท่านนายหญิงใหญ่มาแล้ว”
หว่านซื่อมิได้หยุดการกระทำในมือ แม้แต่หน้าฉานก็ไม่เงยขึ้น ซูซูเหยายืนอยู่ครึ่งก้านธูป นางจึงวางพู่กันลง
“ซูเหยา เจ้ายังโกรธท่านแม่อยู่หรือ?”
“ไม่กล้า” ซูซูเหยาก้มหน้าลง
หว่านซื่อถอนหายใจ “ท่านแม่ไม่อยากทำเช่นนี้เลย แต่นั่นเกี่ยวกับชื่อเสียงของน้องสาวเจ้า ท่านแม่จึงพลั้งมือตีเจ้าไป”
“มานี่ ให้ท่านแม่ดู ที ว่ายังเจ็บอยู่หรือไม่?”
หว่านซื่อยื่นมือมา
ซูซูเหยาชะงักไป
ในชาติก่อนก็เป็นเช่นนี้ หว่านซื่อใช้วิธีตีหนึ่งทีแล้วปลอบด้วยขนมหวาน ควบคุมนางไว้อย่างเหนียวแน่น
“ขอบคุณฮูหยินที่ห่วงใย ไม่เจ็บแล้ว” น้ำเสียงของซูซูเหยาราบเรียบ
หว่านซื่อหยิบลูกประคำขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าเผยรอยยิ้มเมตตา “ในเมื่อไม่เจ็บแล้ว เหตุใดเจ้าจึงคืนของสำคัญให้ตระกูลหยวน?”
“ต่อไปนี้ เจ้าคงจะไปโพนทะนาความไม่ดีของหมิงจูให้ทั่วใช่หรือไม่?”
ซูซูเหยายิ้ม
หว่านซื่อไม่สนใจเรื่องการแต่งงานของนางเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นกังวลว่าเรื่องถอนหมั้นจะแพร่งพรายออกไป กระทบกระเทือนชื่อเสียงของซูหมิงจู
หว่านซื่อนี่กำลังข่มขู่นางอยู่
จิตใจของหว่านซื่อนี่ เอียงสุดประมาณแล้ว
ไม่รู้ว่าเมื่อหว่านซื่อพบว่า ซูหมิงจูไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆของนาง แต่เป็นบุตรของอนุภรรยานอกจวนของเวยหย่วนโหว จะมีสีหน้าเช่นใด
ในชาติก่อนหลังจากนางถูกตีจนตาย วิญญาณยังไม่สลาย กลายเป็นผีล่องหนวนเวียนอยู่รอบๆ จวนโหวฝู
นางเห็นสตรีวัยกลางคนงดงามผู้หนึ่งมาตามหาซูหมิงจูด้วยตาตนเอง กล่าวว่านางต่างหากคือมารดาแท้ๆของซูหมิงจู
ขณะที่กำลังครุ่นคิด ซูหมิงเพ่ยประคองซูหมิงจูออกมาจากฉากหลังห้อง
ซูหมิงจูดวงตาแดงๆ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งร้องไห้
“ซูซูเหยา เจ้าสร้างข่าวโคมลอยได้อย่างไร!” ซูหมิงเพ่ยจ้องเขม็งอย่างดุร้าย ราวกับจะกลืนกินอีกฝ่าย
“เจ้ากับหยวนจู่ ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่น จะโทษหมิงจูได้อย่างไร?!”
ในชาติก่อน ซูซูเหยาก็เป็นเช่นนี้ เพราะเรื่องหยวนจู่ จึงหาทางกลั่นแกล้งหมิงจู
หมิงจูช่างน่าสงสารนัก
“วันนี้เจ้าต้องขอโทษหมิงจู มิฉะนั้น แม้ท่านแม่จะใช้กฎบ้าน ต้าฉานก็ไม่ขอร้องห้ามปราม!”
หว่านซื่อกล่าวว่า “ซูเหยา เจ้าอย่าโกรธที่ท่านแม่ใจร้าย เจ้าสาดโคลนใส่หมิงจูไม่ใช่ครั้งแรกแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป หมิงจูจะแต่งงานได้อย่างไร เดิมทีนางก็ทุกข์พออยู่แล้ว......”
“อืม ข้าขอโทษ”
ซูซูเหยาก้มหน้าลง ดูว่านอนสอนง่าย
หว่านซื่อพอใจในท่าทีของนาง จึงพูดซ้ำเติม บั่นทอนต่อไปว่า “การแต่งงานระหว่างเจ้ากับตระกูลหยวน แม้จะเป็นคำสั่งของท่านผู้เฒ่า แต่หากจะพูดแยกแยะให้ละเอียด การแต่งงานนั้นแท้จริงควรเป็นของหมิงจู หมิงจูต่างหากที่เป็นทายาทหญิงใหญ่โดยชอบธรรมของโหวฝู เจ้าเป็นผู้โวยวายไม่ยอมหลีกทาง ทั้งครอบครัวก็ตามใจเจ้า หมิงจูเพียงแต่สนทนากับหยวนจู่ไม่กี่คำ เจ้าก็จับไม่ปล่อย......”
“ฮูหยินวางใจ ข้าจะไม่พูดจาเหลวไหล” เสียงของหญิงสาวนั้นเย็นเยือก ไม่เจือปนอารมณ์อื่นใดเลย
“เพียงแต่ไม่อยากได้การแต่งงานนี้แล้ว”
“พี่ใหญ่ อย่าได้เป็นเช่นนี้เลย!” ซูหมิงจูบีบนิ้ว กระทืบเท้าอยู่กับที่ “พี่ใหญ่ ข้ามิได้ตั้งใจจะทำลายการแต่งงานของพี่กับพี่เขย”
“ยังไม่ได้แต่งงาน เขาไม่ใช่พี่เขยเจ้า” เสียงของซูซูเหยาสงบนิ่งยิ่ง “การแต่งงานนี้เดิมทีก็เป็นคำพูดเล่นของผู้อาวุโส จะถือเป็นจริงจังไม่ได้ ไม่มีการแลกเปลี่ยนป้ายแป๊ดยื้ออีก การแต่งงานของข้ากับตระกูลหยวน ต่อไปนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงอีก”
ซูหมิงจูพูดเบาๆว่า “พี่ใหญ่ การแต่งงานนี้พี่ไม่เอาแล้วจริงหรือ?”
ตามตรงแล้ว นางเพลิดเพลินกับชีวิตอันเป็นที่รักของผู้คนรอบข้างนี้เหลือเกิน
การแย่งชิงคนที่ซูซูเหยาใส่ใจนั้น ช่างน่าสนุกเสียจริง
โดยเฉพาะเมื่อหยวนจู่ถูกนางทำให้หลงใหลจนหมุนไปตามนาง มองซูซูเหยาที่ร้อนใจราวกับมดบนกระทะ นางก็รู้สึกขบขัน
หากซูซูเหยาถอนหมั้นเอง ชีวิตคงจะหมดความสนุกไปมาก
ซูซูเหยาก้มหน้ายิ้ม น้ำเสียงยืนกรานว่า “ไม่เอา”
ทั้งโหวฝู นางก็ไม่เอา
หว่านซื่อกล่าวว่า “ยกเลิกการแต่งงานกับตระกูลหยวน เจ้าจะไปหาครอบครัวที่ดีกว่าตระกูลหยวนได้ที่ใด?”
กล่าวโดยสรุปคือ การแต่งงานเข้าตระกูลหยวนนั้น เจ้าเป็นผู้ทะนงตนสูงเกินไป
ซูซูเหยาหัวเราะอย่างเฉยเมย “หญิงนางโลมยังหาซื่อจื่อแห่งตระกูลโหวมาเป็นสามีได้ หญิงสาวผู้ใสสะอาดอย่างข้า จะหาไม่ได้หรือ?”
ซูหมิงเพ่ยระเบิดอารมณ์ “ซูซูเหยา เจ้าพูดอะไร ข้าคิดว่าเจ้าหาที่ตาย!”
เขาพุ่งเข้ามา ยกหมัดขึ้น
ซูซูเหยาสงบนิ่ง เงยหน้ามองไปว่า “หากซื่อจื่อทำร้ายข้า เรื่องถอนหมั้นด้านตระกูลถังนั้น ใครจะช่วยไปพูดจากับเขาล่ะ?”
หมัดที่พุ่งมาตรงหน้าหยุดลง ซูหมิงเพ่ยกัดฟันแน่น ชักมือกลับ “ด้านตระกูลถังนั้น เจ้าไปพูดดีๆ อย่าให้ผู้ใดขุ่นเคืองเป็นอันขาด”