ออกมาจากโถงรับรอง ซูซูเหยาก็ย้ายไปอยู่เรือนใหม่
สถานที่ที่ถูกไอ้ชู้กับนังแพศยาคู่นั้นย่ำยีเปรอะเปื้อน นางไม่อยากก้าวเข้าไปอีกแม้แต่ก้าวเดียว
โหวฝูนี่ก็อยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว แต่ราชสำนักไม่มีทะเบียนบ้านหญิงโสด นางเป็นหญิงยังไม่ออกเรือน จะไปไหนก็ไม่ได้
จะออกจากโหวฝู ยังต้องค่อย ๆ วางแผน
ซูซูเหยากำกับดูแลเหล่าสาวใช้ย้ายเรือน ย้ายเสร็จได้ไม่กี่วัน สาวใช้ข้างกายซูหมิงจูก็มา “คุณหนูใหญ่เจ้าคะ คุณหนูรองให้บ่าวมาถามว่า เรือนฉีเซียงหยวนที่คุณหนูใหญ่ไม่ได้อยู่แล้ว คุณหนูรองอยากย้ายเข้ามา จะได้หรือไม่”
“ได้” เสียงของหญิงสาวเย็นชาเรียบเฉย
“ขอบคุณคุณหนูใหญ่”
มองแผ่นหลังของสาวใช้น้อย ชิวซวงออกหน้าปกป้องคุณหนูของตน “คุณหนูใหญ่ คุณหนูรองทำไมเอาแต่หมายตาจะแย่งของของคุณหนู!”
“ไม่ใช่แค่แย่งเรือน นางยังแย่ง...” สวามีของคุณหนู
ชิวซวงเจ็บปวดใจนัก ตั้งแต่คุณหนูหมิงจูถูกตามพบ คุณหนูของตนต้องทนทุกข์มากมาย
“ก็แค่เรือนหลังหนึ่ง นางอยากได้ ก็ให้นาง” ซูซูเหยายิ้มเรียบ ๆ
“ชาตินี้ยืนยาวนัก มีวันคิดบัญชีกับนางได้”
ภายใต้การรบเร้าไม่หยุดหย่อนของซูหมิงจูและซูหมิงเพ่ย หว่านซื่อและเวยหย่วนโหวก็ยอมรับงานสมรสของซูหมิงเพ่ยอย่างเสียไม่ได้
ซูซูเหยารู้เรื่องแล้ว เพียงยิ้มน้อย ๆ พลิกอ่านสมุดบัญชีในมือต่อไป นับดูว่าหลายปีมานี้นางอุดหนุนโหวฝูไปเท่าไร
หว่านซื่อบริหารจัดการไม่เก่ง ตั้งแต่ฮูหยินผู้เฒ่าจากไป โหวฝูขาดทุนทุกปี ที่นาถูกขายไปกว่าครึ่ง
แต่บรรดานายของโหวฝูกลับไม่ยอมลดมาตรฐานชีวิต ยังคงยึดติดกับพิธีรีตองแบบขุนนางชั้นสูง
ซูซูเหยารู้สึกว่าทำแบบนี้ต่อไปไม่ใช่ทาง จึงใช้เงินส่วนตัวที่ฮูหยินผู้เฒ่าทิ้งไว้ให้เปิดร้านน้ำอบน้ำปรุง
ตอนแรกคิดเพียงหัดบริหารจัดการสินเดิม ไม่คาดว่ากิจการจะดีผิดคาด กำไรปีละมหาศาล เปิดสาขาหลายแห่ง แทบจะผูกขาดตลาดในเมืองหลวง
พฤษภาเมื่อสองปีก่อน หว่านซื่อมาร้องไห้ปากแห้งกับนาง นางจึงอาสารับงานดูแลจวนมาจัดการ นับแต่นั้น ส่วนกลางที่ขาดทุนก็มีนางอุดให้ทั้งหมด
นับจากนี้ไป นางไม่เพียงต้องหยุดจ่าย แต่ยังต้องทวงคืนทุกบาททุกสตางค์ที่เคยควักออกไป
“ที่ให้เจ้าไปซื้อเครื่องกระเบื้องและภาพเขียนโบราณ ซื้อมาเป็นอย่างไรบ้าง”
ชิวซวงกระซิบ “ขนมาไว้ในจวนแล้ว อยู่ในคลังส่วนตัวของคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่จะดูตอนนี้หรือไม่”
ซูซูเหยาปิดสมุดบัญชี ยิ้มละไม “ไปดูกัน”
ในคลังส่วนตัววางหีบไม้จันทน์แดงไว้สองใบ ใบหนึ่งในนั้นเปิดออก ข้างในเรียงรายเครื่องกระเบื้องหลายสิบชิ้นอย่างเป็นระเบียบ
ซูซูเหยาหยิบกระถางธูปสามขาลายดอกไม้ลงยาสีขึ้นมา ถือไว้ในมือพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ในห้องของซูหมิงเพ่ย มีของเหมือนกันเปี๊ยบอยู่หนึ่งชิ้น
แต่ของซูหมิงเพ่ยเป็นของแท้ ส่วนชิ้นนี้เป็นของเลียนแบบจากเตาส่วนตัว ราคาต่างกันกว่าร้อยเท่า
เครื่องกระเบื้องชิ้นอื่นในหีบไม้จันทน์แดงนั้น ที่บรรดานายในจวนล้วนหาชิ้นที่เหมือนกันได้ทั้งสิ้น
หีบอีกใบหนึ่ง เต็มไปด้วยภาพเขียนเขียนอักษรของปรมาจารย์จำลอง
เวยหย่วนโหวเป็นแค่ทหารหยาบ แต่ดันชอบเสแสร้งทำตัวมีรสนิยม เอาอย่างบัณฑิตชมภาพเขียน ตอนนั้นซูซูเหยาช่วยซื้อของแท้จากปรมาจารย์ให้หลายชิ้น
ใช้เงินไปหลายหมื่นตำลึง
เวยหย่วนโหวไม่สันทัดเรื่องภาพเขียนเขียนอักษร เอาของปลอมพวกนี้ไปเปลี่ยน คาดว่าคงดูไม่ออกในเร็ววัน
“หาทางเอาพวกนี้ ไปเปลี่ยนให้หมด”
ในโลกนี้ ไม่มีอะไรน่าเชื่อถือ มีแต่เงินแท่งเงินจริงที่ถือไว้ในมือ จึงจะวางใจได้
คิดคำนวณในใจดูเงียบ ๆ เปลี่ยนทั้งหมดแล้วเอาไปขึ้นเงิน หนี้ที่โหวฝูติดค้างนาง ยังใช้คืนไม่หมดเลย
ยังต้องคิดวิธีอื่นอีก เอาทรัพย์สินกลับมาให้หมด
รอให้ทวงทรัพย์สินคืนได้เกือบหมด ก็จะออกจากสถานที่ชวนให้มีเรื่องนี่
ดวงตาคู่หนึ่งของชิวซวงเบิกกว้างโพลนเหมือนกระดิ่งทองแดง “คุณหนูใหญ่ เปลี่...เปลี่ยนหมดเลยหรือ”
“เปลี่ยนทั้งหมด”
ซูซูเหยายิ้มราบเรียบ “ไม่ต้องรีบร้อน ค่อย ๆ เปลี่ยน เปลี่ยนของนายน้อยสองสามห้องก่อน ส่วนของหว่านซื่อ รอให้นางออกนอกจวนแล้วค่อยเปลี่ยน”
“เจ้าค่ะเจ้าค่ะ บ่าวจะระมัดระวัง” จู่ ๆ ชิวซวงก็รู้สึกว่า คุณหนูใหญ่เปลี่ยนไป
ออกจากคลังส่วนตัว ซูซูเหยาสั่ง “ต้มโจ๊กรังนกมาสองถ้วย กับเอาขนมเปี๊ยะอบเชย ขนมปีกผีเสื้อ ขนมฝูหลงเกา มาอีกอย่างละจาน วางใต้เถาดอกวิสทีเรีย ดูโน่นชมนี่ไปด้วย กินไปด้วย”
ชาติก่อน ในจวนมีของดี มักยกให้หว่านซื่อกับคนอื่นก่อนเสมอ หว่านซื่อว่านางเลือดลมดี ของบำรุงอย่างโจ๊กรังนก ควรกินแต่น้อย
นางเพื่อเอาใจหว่านซื่อ ก็เลยไม่เคยกิน
ตั้งแต่รู้ว่าตัวเองเป็นบุตรบุญธรรม ก็ระมัดระวังไปทุกฝีก้าว ต่อคนอื่นในจวนก็เจียมเนื้อเจียมตัวเอาอกเอาใจ
หวาดกลัวว่าจะทำผิดแล้วครอบครัวไม่ชอบ
ต่อคำพูดของหว่านซื่อ ก็ยิ่งเชื่อฟังทุกอย่าง
มองดูตอนนี้ ชาติก่อน นางใช้ชีวิตอย่างขมขื่นนัก
แต่ถึงจะฝืนใจตนเองเพื่อให้ผู้อื่นสมหวัง ผู้อื่นเขาก็ไม่เคยจดจำความดีของนาง
อุตส่าห์ได้เกิดใหม่อีกครา นางต้องดีกับตัวเองในอดีตนางเสียหน่อย
รังนก นางเองก็ชอบกิน
ชาตินี้ นางอยากกิน ก็กิน ไม่ต้องถามความเห็นใคร
ชิวซวงชะงักไป “คุณหนูใหญ่จะกินตั้งสองถ้วยหรือ”
“ข้าหนึ่ง เจ้าหนึ่ง” ซูซูเหยาฉุดคนให้นั่งลงด้วยกัน
“หา” ชิวซวงประหลาดใจ “คุณหนูใหญ่ รังนกของสูงค่าเช่นนั้น บ่าวกินไม่ได้หรอก”
“ข้าบอกว่าเจ้ากินได้ เจ้าก็กินได้”
ชาติก่อน นางถูกตีขาหักแล้วขังในโรงฟืน ชิวซวงจะช่วยนาง เทียวไปวิ่งขอความช่วยเหลือจากคนนั่นคนนี่ สุดท้ายยั่วโทสะหว่านซื่อ ถูกทุบตีจนตายทั้งเป็น
ชาตินี้ นางต้องปกป้องสาวใช้ผู้ภักดีคนนี้
ว่าแล้วก็จับมือชิวซวง ฉุดนางให้นั่งลงพร้อมกัน
~
อีกด้านหนึ่ง ซูหมิงเพ่ยร้อนรนจะเอาข่าวดีนี้ไปบอกหลีถัง
เขาพาคนรับใช้มาที่หอชุนหลาน กลับเห็นประตูห้องหลีถังปิดสนิท หน้าห้องไร้แม้แต่คนคอยรับใช้สักคน
เปิดประตูเข้าไป ห้องมืดสลัว บนเตียงมีคนนอนอยู่ ไม่ไหวติง
“หลีถัง” ซูหมิงเพ่ยก้าวเข้าไปใกล้ เห็นหลีถังนอนสอบอยู่บนเตียงนอน ริมฝีปากแห้งผาก หน้าซีดเซียว
“เพ่ยหลาง~” หลีถังได้ยินความเคลื่อนไหวข้างตัว ลืมตาขึ้นช้า ๆ
ซูหมิงเพ่ยยื่นมือเข้าไปจับ
หน้าผากรุ่มร้อนนัก
“เรื่องอะไรกัน” ซูหมิงเพ่ยเต็มไปด้วยความปวดใจ “ป่วยแล้วทำไมไม่ส่งคนมาแจ้งข้า”
หลีถังปิดปาก พูดอย่างหมดแรง “เพ่ยหลาง ถอยห่างจาก妾身สักหน่อย เฮือก ระวังติดเชื้อ เฮือก”
“คุณหนูป่วยมีไข้ตั้งแต่เมื่อวาน เชิญหมอเถื่อนที่หัวถนนมาจ่ายยา พอกินกลับไม่ดีขึ้น แถมป่วยหนักกว่าเดิม” สาวใช้น้อยยกน้ำเข้ามา จะช่วยเช็ดตัวให้นาง
“หมอเถื่อนที่หัวถนนจะดูโรคอะไรได้” ซูหมิงเพ่ยตะเบ็งเสียง “เร็วเข้า เชิญหมอหลวงมา”
สาวใช้น้อยงงงัน “หมอ...หมอหลวง”
ซู Gongzi โดนผีสิงหรือไม่ สาวในหอชุนหลานอย่างพวกนาง เวลาป่วยจะเชิญหมอหลวงได้อย่างไร
คนรับใช้ที่ติดตามมาชื่อซูฉีก็ตะลึงอยู่บ้าง
นายของจวนโหวพวกเขาป่วยยังเชิญหมอหลวงไม่ได้เลย จะไปเชิญหมอหลวงที่ไหน
“ซื่อจื่อ ข้าน้อยไปเชิญหมอเถื่อนมานะขอรับ”
“จะเชิญหมอเถื่อนอะไร เชิญหมอหลวง”
ชาติก่อน ในจวนพวกเขามีหมอหลวงประจำอยู่สองคน จนถึงขั้นหัวหน้าสำนักหมอหลวงยังเชิญมาได้
เห็นซูฉีตะลึงค้าง ซูหมิงเพ่ยถึงนึกขึ้นได้ว่า ชาตินี้ เขายังเป็นเพียงซื่อจื่อแห่งโหวฝู แม้แต่สอบเข้ารับราชการก็ยังไม่ได้ผ่าน
“ช่างเถิด ข้าไปเชิญเอง”
ได้ยินว่าซูหมิงเพ่ยจะไปเชิญหมอหลวงให้หลีถัง สาวใช้ทั้งหอชุนหลานก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
“ซูกงจื่อคนนี้ ถูกปิศาจเข้าสิงหรือไม่”
ซูหมิงเพ่ยมาถึงหน้าจวนของไท่อีวัง ถูกลูกจ้างเฝ้าประตูดักไว้ “คุณชายท่านนี้ จะขอพบท่านเจ้านายข้าน้อย ต้องยื่นเทียบเชิญมาก่อน”
ซูหมิงเพ่ยครุ่นคิด “ข้าคือซื่อจื่อตระกูลเวยหย่วนโหว ซูหมิงเพ่ย ขอเชิญไท่อีวังของท่านไปตรวจรักษาที่จวน”
ชาติก่อน เขาเคยช่วยชีวิตไท่อีวังไว้
ไท่อีวังเจอเขา ก็เคารพนบนอบนัก
ชาตินี้ เขาเชิญไท่อีวังให้ช่วยตรวจโรคให้หลีถังสักครั้ง คงไม่เกินไปหรอกกระมัง
ลูกจ้างเฝ้าประตูได้ยินว่าเป็นซื่อจื่อตระกูลโหว อีกทั้งเห็นซูหมิงเพ่ยแต่งกายด้วยแพรพรรณแพรวพราว รู้ว่าเป็นคนสูงศักดิ์ มิบังควรล่วงเกิน จึงรีบเชิญคนเข้าไปรอในเรือนรับรอง
ไท่อีวังกำลังตกแต่งดอกไม้ใบหญ้า ได้ยินคนรับใช้มารายงาน ก็สงสัย “ซื่อจื่อตระกูลเวยหย่วนโหว ขุนนางตกยากที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่รู้จัก ไล่ไปเสีย”