ซู่เหยาต้มบะหมี่อายุยืนหนึ่งชาม และยังทอดไข่หนึ่งฟอง
ครั้งแรกที่ทำอาหาร นางทำด้วยท่วงท่างุ่มง่าม
กว่าจะต้มบะหมี่ได้หนึ่งชามก็ยากลำบาก หน้าตาไม่สู้ดีนัก
เทียบกับบะหมี่อายุยืนชามที่พระสนมหรงเตรียมไว้ซึ่งมีเครื่องเคราอุดม หน้าตาต่างกันราวฟ้ากับเหว
แต่ฉู่หลิงเย่ากลับรู้สึกว่า บะหมี่อายุยืนชามนี้ของซู่เหยา ต้องอร่อยมากเป็นแน่
ทำบะหมี่เสร็จ ซู่เหยายกชามด้วยสองมือ วางตรงหน้าฉู่หลิงเย่า “องค์ชาย ขอให้หม่อมฉันป้อนบะหมี่อายุยืนคำแรกให้ท่าน”
ตามธรรมเนียม บะหมี่อายุยืนคำแรกในยามเช้า โดยทั่วไปเป็นผู้อาวุโสเป็นผู้ป้อน
แต่ฉู่หลิงเย่าแม้แต่บะหมี่อายุยืนก็ยังไม่ได้กิน คงไม่มีใครป้อนเขาแล้ว
นางคีบเส้นบะหมี่ขึ้นมา เป่าเบา ๆ แล้วส่งไปยังริมฝีปากของฉู่หลิงเย่า
ฉู่หลิงเย่าเลียริมฝีปาก คลี่ยิ้มเล็กน้อย อ้าปากอย่างว่าง่าย ใช้ฟันค่อย ๆ กัดเส้นบะหมี่
เขากินอะไรเนิบนาบ สร้างความเพลิดเพลินตาไม่น้อย
ซู่เหยาจับจ้องที่ริมฝีปากของเขาแล้วถามว่า “องค์ชาย เหตุใดพระมารดาของท่าน ไม่ทรงป้อนท่าน”
เมื่อนำเส้นบะหมี่เข้าปากจนหมด ฉู่หลิงเย่าหรุบขนตาลง
กลืนบะหมี่ลงไป เขาพูดเบา ๆ ว่า “พระมารดาทรงพระประชวร”
ซู่เหยากะพริบตา “ประชวรอะไรหรือเพคะ”
หลังจากป้อนคำแรกเสร็จ ที่เหลือเขากินเองได้แล้ว ฉู่หลิงเย่ารับชามบะหมี่ คนเส้นบะหมี่ในชามไปมา “เหตุใดเจ้าจึงสนใจเรื่องของข้านัก”
“เพราะพระองค์คือคนที่หม่อมฉันจะจับมือด้วยไปตลอดชีวิต จึงอยากรู้” ซู่เหยาแสดงความรักอย่างเป็นธรรมชาติ “อยากรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับองค์ชาย”
มือที่คนบะหมี่ของฉู่หลิงเย่าชะงักไปชั่วขณะ ใบหน้ายิ่งแดงขึ้นอีกหลายส่วน