ซื่อจื่อกงอ๋องรู้ว่าหนีไม่พ้น จึงรีบลงจากหลังม้า วิ่งเหยาะๆ มาตรงหน้าฉู่หลิงเย่า ประสานมือคำนับอย่างนบนอบ “เสด็จอาองค์เก้าทรงพระเกษมสำราญ”
ฉู่หลิงเย่าสีหน้าเย็นชา ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม “เสี่ยวลิ่ว เห็นข้าแล้ววิ่งหนี เหตุใดกัน”
องค์ชายใหญ่แม้ไม่ทรงเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋องแห่งเมืองและพระราชทานพระนามกงอ๋องตั้งแต่เนิ่นๆ รับตำแหน่งว่างในราชสกุล
ซื่อจื่อกงอ๋อง ฉู่ซิง เป็นบุตรของพระชายาเอกแห่งกงอ๋อง ลำดับหกในตระกูล อายุมากกว่าฉู่หลิงเย่าหลายปี
แม้กงอ๋องเห็นฉู่หลิงเย่ายังไม่กล้าอาจเอื้อม ฉู่ซิงยิ่งครั่นคร้าม “เสด็จอา เสี่ยวลิ่วมิได้หนี เสี่ยวลิ่วดีใจที่ได้พบเสด็จอา”
“มา ฝึกกับข้าสักหน่อย” ฉู่หลิงเย่ากวาดตามองเขาอย่างเรียบเฉย
ฉู่ซิงหัวเราะแหะๆ “เสด็จอา ฝีมือข้าด้อยเกรงไม่อาจให้เสด็จอาทรงสำราญ”
เขาหันกลับมามองผู้ติดตาม ยิ้มประจบ “หากเสด็จอาไม่รังเกียจ ทรงเลือกสักคนมาประลองกับเสด็จอาเล่นๆ?”
ฉู่หลิงเย่าสายตากวาดรอบ สุดท้ายหยุดที่ซูหมิงเทียน ยกหอกพู่แดงในมือ ปลายหอกจี้ศีรษะเขา
แววตาดั่งน้ำแข็งเย็นเยือก ซูหมิงเทียนอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน
ฉู่ซิงมองซูหมิงเทียน “เจ้าเป็นใคร รีบแจ้งนามมา! องค์ชายเก้าทรงเลือกเจ้า เป็นวาสนาของเจ้า”
ซูหมิงเทียนตื่นเต้นจนสองมือสั่นระริก ไม่คิดว่าจะได้แสดงตัวต่อหน้าต่อตาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองคือองค์ชายเก้าและซื่อจื่อกงอ๋อง
วันนี้โชคดีจริงแท้
ผู้คนรอบข้างต่างส่งสายตาอิจฉา
ซูหมิงเทียนก้าวไปข้างหน้า ประสานหมัดสองมือ แม้กระทั่งเสียงยังสั่นพร่า “กระหม่อมซูหมิงเทียน จากจวนเวยหย่วนโหว ไม่ทราบองค์ชายทรงต้องการประลองสิ่งใดกับกระหม่อม”
