วันนี้ เวยหย่วนโหวตื่นแต่เช้า ควบม้าด้วยตนเองมาส่งบุตรสาวทั้งสามถึงหน้าประตูวังหลวง
“พวกเจ้าหลังเข้าวังแล้ว จักต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำ ทุกอิริยาบถของพวกเจ้า ล้วนแทนหน้าตาของโหวฝู ทั้งยังแทนเกียรติยศของโหวฝู”
เวยหย่วนโหวลูบเครา ในแววตาเปี่ยมล้นด้วยความปิติยินดี ตื่นเต้นยิ่งกว่าคราวที่ตนถูกเรียกเข้าวังเสียอีก
บุตรสาวทั้งสามของเขา นำเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูลแล้ว
เมื่อเห็นทั้งสามนางเข้าวังไปแล้ว เวยหย่วนโหวก็กลับจวนไปยังหอบรรพชนเพื่อจุดธูปแจ้งข่าวดีแก่บรรพบุรุษ จากนั้นยังไปสั่งสำรับสองโต๊ะที่พันจอกเมา เพื่อจัดงานเลี้ยงเชิญญาติมิตร ประกาศข่าวดีนี้ให้เลื่องลือไปทั่ว
รถม้าบรรทุกพี่น้องสามสาวตระกูลซู เคลื่อนเข้าประตูวังอย่างเชื่องช้า เมื่อผ่านประตูเฉิงเทียน ซู่เหยาค่อย ๆ แง้มมุมม่านรถขึ้นเล็กน้อย เงยหน้ามองเห็นกำแพงวังสีแดงสดเสียดฟ้า กระเบื้องเคลือบบนยอดกำแพง สะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายเยือกเย็น แม้แต่แผ่นอิฐทุกตารางนิ้ว ล้วนแผ่กลิ่นอายอำนาจอันน่าเกรงขามของราชสำนัก
ซูหมิงจูนั่งหลังตรง “ท่านพี่คงเข้าวังครั้งแรกกระมัง เข้าวังครั้งแรก ย่อมเห็นอะไรก็รู้สึกแปลกตาไปหมด อีกประเดี๋ยวพบพระชายา ต้องเก็บท่าทางตื่นตูมเสีย อย่าให้คนหัวเราะเยาะและเสื่อมเสียวงศ์ตระกูล”
ซูหมิงจื่อยกมือขึ้นจัดเครื่องประดับศีรษะบุษราคัม “พี่หมิงจูเข้าวังบ่อยนัก อีกสักครู่คงต้องช่วยดูแลน้องให้มากหน่อย”
ซู่เหยาปล่อยม่านรถลง ยิ้มพลางกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้เคยติดตามท่านแม่เข้าวังครั้งหนึ่ง”
นางเคยเข้าวัง พาอนุเยว่เข้าวังไปให้ไทเฮาทอดพระเนตรครั้งก่อน
“ข้าเข้าเพียงครั้งเดียว ไหนเลยจะเทียบน้อง”