ขันทีอู๋เห็นไม่มีผู้ใดตอบรับ จึงอ่านประกาศอีกครั้งว่า “ผู้แสดงลำดับต่อไป หมิงจูแห่งโหวฝู สกุลซู ระบำนีซาง”
ซูหมิงจื่อยกมือขึ้น “อยู่ที่นี่เจ้าค่ะ ท่านเสนาขันที พี่หญิงของข้ากำลังเตรียมตัว”
ซูหมิงจูกุมขมับ ตาพร่ามัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เจ้าเป็นคนแจ้งชื่อข้า?”
น้ำเสียงแทบจะเล็ดลอดออกมาจากซอกฟัน
ซูหมิงจื่อหาได้รู้ถึงความโกรธของนางไม่ ยังคงผงกศีรษะอย่างลำพองใจ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ พี่หมิงจู รีบไปเตรียมตัวเถิด มุ่งหวังให้ระบำหนึ่งคราสะกดทุกสายตา คว้าเสียงปรบมือกึกก้องไปทั่ว! เหนือกว่าซู่เหยา! รีบไปเถิด ข้าเตรียมอาภรณ์ไว้ให้พี่แล้ว”
ซูหมิงจูแทบอยากจะบีบคอซูหมิงจื่อให้ตายคาที่ “เจ้าเตรียมอาภรณ์ตั้งแต่เมื่อใด?”
“ก็ตอนที่ซู่เหยาอวดดีด้วยเครื่องหอมบัดซบนั่น ข้าให้ชุ่ยอี๋ไปหยิบบนรถม้า พี่หมิงจู ข้าฉลาดหรือไม่?” ซูหมิงจื่อส่ายศีรษะอย่างได้ใจรอคำชม
“เจ้าฉลาด...” สิ้นดี
ซูหมิงจูทั้งขำทั้งกลัดกลุ้ม เหตุใดนางจึงมีน้องสาวที่โง่เขลาเช่นนี้!
“ก่อนเจ้าจะตัดสินใจ ปรึกษาข้าสักหน่อยจะได้หรือไม่?”
“ปรึกษาอะไร? อืดอาดยืดยาด จะพลาดโอกาสแล้ว เมื่อครู่หากช้าไปอีกนิด ก็ไม่ทันแจ้งชื่อ”
“......”
ฝีมือระบำของซูหมิงจูนั้นพื้นๆ มาก ก่อนมา หาได้มีเจตจำนงจะแสดงฝีมือแม้แต่น้อย หาได้ซักซ้อมล่วงหน้ามาไม่ บัดนี้ขึ้นไป การไม่ขายหน้า ก็นับเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
“แจ้งขันทีอู๋ว่าเท้าข้าพลิก ระบำมิได้ จะได้หรือไม่”
ซูหมิงจื่อเอียงคอถามอย่างซื่อบื้อ “พี่หมิงจู เท้าพี่มิได้พลิกนี่เจ้าคะ ก็ปกติดีมิใช่หรือ?”
หว่านอิงเสียสอดขึ้นว่า “โง่แล้ว ซูหมิงจูกลัวอัปยศ นางมิอยากระบำ”