เจียงเหวินเยว่รู้ดีว่าซิ่วเยว่ยังติดค้างอะไรอยู่ในใจ จึงไม่คิดจะเกลี้ยกล่อมให้มากความ
ไม่เคยผ่านความทุกข์ของผู้อื่น ก็อย่าเพิ่งไปแนะนำให้เขาเป็นคนดี หากนางได้เกิดในครอบครัวแบบเดียวกับซิ่วเยว่ ก็ใช่ว่าจะทำได้ดีกว่านาง ความรู้สึกระหว่างคนเราล้วนเป็นเรื่องของคนสองฝ่าย แม้แต่พ่อแม่กับลูกก็ไม่เว้น
สัญญาขายตัวเพียงฉบับเดียว ก็ทำให้ความสัมพันธ์ขาดสะบั้นลงแล้ว
“เจ้ามีความคิดของตัวเอง ก็ลองคิดให้ดีแล้วกัน”
เจียงเหวินเยว่เป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่อง “รอให้สี่เชวี่ยกลับมา หากช่วยเจ้าขอลาหยุดได้ด้วย พอถึงตอนนั้นจะได้ออกจากจวนไปเดินเล่นบ้าง เจ้ามาเมืองเจียงหนิงตั้งนานแล้ว ยังไม่เคยดูดี ๆ เลยใช่ไหมว่าเมืองนี้เป็นอย่างไร”
แววตาของนางมีรอยยิ้มผุดขึ้น “อีกอย่าง ตอนนี้เจ้าได้รับรางวัล มีเงินอยู่ในมือแล้ว อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ ไม่มีใครมาห้ามเจ้า”
หัวใจซิ่วเยว่พลันอบอุ่นขึ้น นางขานรับก่อนจะหัวเราะไม่ออกบอกไม่ถูก “เงินที่ข้ามีก็ไม่ได้มากมายอะไร อย่าพูดเหมือนข้าร่ำรวยเลย เมืองเจียงหนิงขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองมั่งคั่ง ราคาข้าวของในเมืองคงไม่ถูก จะซื้ออะไรก็ได้ตามใจที่ไหนกัน”
“เงินไม่พอก็หาเพิ่มสิ”
เจียงเหวินเยว่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้าไม่หาเงิน แล้วจะเอาเงินมาจากไหน? อาศัยเบี้ยหวัดเดือนละ 500 อีแปะของพวกเรา ต่อให้ทำจนผมหงอกก็ยังใช้ไม่พอ”
นางไม่เคยได้ยินว่าทำงานรับจ้างแล้วจะร่ำรวยได้ คนจะมั่งคั่งต้องมีลาภก้อนใหญ่ ม้าจะอ้วนพีก็ต้องได้กินหญ้าตอนกลางคืน หากอยากมีเงินมากขึ้น ก็ต้องหาทางเพิ่มรายรับจากภายนอก
ซิ่วเยว่ไม่ค่อยมีความคิดเรื่องนี้เท่านาง จึงถามว่า “พวกเราจะมีวิธีหาเงินอะไรได้บ้างหรือ?”
เจียงเหวินเยว่เคยคิดเรื่องนี้ไว้จริง ๆ นางจึงเสนอแนะให้ซิ่วเยว่ฟัง
“เจ้าถนัดงานเย็บปัก ต่อให้วันไหนไม่มีงาน ก็ฝึกฝีมือไว้ พอออกจากจวนแล้วก็ลองแวะร้านเครื่องประดับกับร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้บ่อยหน่อย ร้านพวกนี้มักมีถุงหอม ผ้าเช็ดหน้า และของทำนองนี้ขาย เจ้าก็ดูว่าแบบไหน ลวดลายอะไรที่กำลังนิยม แล้วก็สังเกตดูด้วยว่าลายปักยากหรือเปล่า”