เจียงฉงซานฟังเสียงสะอื้นขอโทษของภรรยา เขาดึงมือออกจากน้ำอุ่น เช็ดกับเสื้อผ้า ก่อนยื่นมือไปโอบแผ่นหลังบอบบางของนาง แล้วตบปลอบเบา ๆ อย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“ข้ารู้” เขาพูดเสียงเบา “จะโทษข้าก็ไม่เป็นไร อวิ๋นเหนียง อย่าร้องไห้เลย...เจ้าควรโทษข้าจริง ๆ”
โจวอวิ๋นเหนียงได้แต่ร้องไห้พลางส่ายหน้า “เจ้าผิดอะไรด้วยเล่า?”
ตอนนั้นคนที่ล้มป่วยคือผู้เฒ่าทั้งสองในบ้าน รวมถึงนางด้วย ส่วนเด็กสองคนก็เริ่มมีอาการติดโรค
นางรู้ว่าเจียงฉงซานจนปัญญา ค่ายผู้ประสบภัยวุ่นวายถึงเพียงนั้น ประตูเมืองก็ปิดลง พวกเขาไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีแม้แต่คนที่จะไปขอความช่วยเหลือ
เยว่เอ๋อร์ฉลาดมาตั้งแต่เล็ก หากไม่ใช่เพราะไม่มีทางอื่นจริง ๆ จนแทบประคองต่อไปไม่ไหว นางคงไม่ไปหานายหน้าค้าทาสด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาพ่อแม่
โจวอวิ๋นเหนียงรู้สึกเจ็บแปลบในใจราวกับถูกเข็มทิ่ม สามีบอกว่าควรโทษเขา แต่นางกลับคิดว่าคนที่ควรถูกโทษยิ่งกว่าคือตัวนางเอง
ทำไมนางถึงล้มป่วยนะ?
ทำไมถึงหมดสติไม่ฟื้นขึ้นมา? ถ้าตอนนั้นนางยังมีสติอยู่...
“เจ้าว่าตอนนี้เยว่เอ๋อร์อยู่ที่ไหน?” โจวอวิ๋นเหนียงพึมพำ “ผ่านมาตั้งหลายเดือนแล้ว ยังไม่มีข่าวสักนิด นายหน้าค้าทาสจะขายนางไปที่แบบนั้นหรือเปล่า...”
“ไม่หรอก!”
เจียงฉงซานรีบขัดขึ้น เขาหายใจถี่พลางพูดว่า “เยว่เอ๋อร์เหมือนเจ้า ฉลาดมาตั้งแต่เล็ก ต่อให้ต้องขายตัวก็ต้องเลือกที่ให้ราคาเหมาะ ๆ ตอนจากไปนางบอกแล้วว่าเป็นนายหน้าที่ได้รับอนุญาตจากทางการ ไม่มีทางทำการค้าแบบนั้น!”
โจวอวิ๋นเหนียงพยักหน้าแรง ๆ พูดซ้ำไปซ้ำมาว่า “ใช่ เยว่เอ๋อร์ฉลาด นางชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เล็ก นางรู้ว่าควรเลือกอย่างไร...”