แววตาสี่เชวี่ยเผยความเห็นใจออกมาเล็กน้อย ก่อนรีบก้มหน้าลง
เจียงเหวินเยว่เห็นแววคาดหวังอย่างระมัดระวังในดวงตาของบิดา ก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจไม่ต่างกัน นางเองก็อยากกลับบ้านไปกับท่านพ่อมากเพียงใดกัน
กลับไปดูผมของท่านแม่ ถามไถ่สุขภาพของท่านปู่ท่านย่า แล้วก็พบหน้าน้อง ๆ ที่คิดถึงนาง...
แต่ตอนนี้นางยังกลับไปไม่ได้
“ท่านพ่อ ฟังข้าก่อนนะเจ้าคะ”
เจียงเหวินเยว่พยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นในลำคอ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า “ข้ารู้ว่าท่านกับท่านแม่เป็นห่วงข้า อยากให้ข้ากลับบ้าน แต่ตอนนี้ข้าอยู่จวนเซี่ยได้ดีจริง ๆ ทุกเดือนยังได้รับเงินเดือน...”
เจียงฉงซานโพล่งขัดขึ้นทันที “บ้านเราไม่ต้องให้เจ้าหาเงินหรอก!”
เจียงเหวินเยว่ชะงักไป
เจียงฉงซานเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป จึงรีบอธิบาย “เยว่เอ๋อร์ พ่อไม่ได้ดุเจ้านะ แต่เจ้ายังเด็กแค่ไหนกัน? อยู่ข้างนอกคนเดียว พ่อกับแม่จะวางใจได้อย่างไร? ถึงบ้านเราจะไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็ยังพอมีข้าวกิน ไม่ต้องให้เจ้าไปลำบากหาเงินอยู่ข้างนอกหรอก”
เขาคิดว่าเจียงเหวินเยว่กังวลว่าบ้านกับที่นาของครอบครัวหายไปหมดแล้ว จึงอยากอยู่เป็นสาวใช้ในจวนเซี่ยเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ
กลัวว่าลูกสาวจะไม่เชื่อ เจียงฉงซานจึงรีบยกเหตุผลมาพิสูจน์ “จริงนะ ดูสิ พ่อกับแม่เพิ่งหาเงินได้ยี่สิบตำลึงในเวลาไม่กี่เดือนเอง ไม่ได้ขาดเงินของเจ้าเสียหน่อย รีบกลับบ้านเถอะ ท่านแม่กับท่านปู่ท่านย่าจะได้สบายใจ แล้วยังมีจื่อเอ๋อร์กับอาจิ่ง พวกเขาคิดถึงเจ้ามาก...”
ในใจเจียงเหวินเยว่มีทั้งความขมขื่นและความอบอุ่นปะปนกัน
นางวางมือลงบนหลังมือหยาบกร้านของบิดา แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ท่านพ่อ ฟังข้าก่อนนะเจ้าคะ”
