เจียงเหวินเยว่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าซู่หยุนกับอีกคนมีท่าทีสนิทสนมกับนางมากขึ้น
นางเดาใจพวกเขาได้ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ทุกคนมีฐานะเท่ากันทั้งยังพักอยู่ในห้องเดียวกัน ย่อมต้องคอยช่วยเหลือดูแลกันเป็นธรรมดา
ตราบใดที่ไม่ได้มีนิสัยอย่างเหมยกุ้ย นางก็ยินดีผูกมิตรกับคนอื่น
“เหวินเยว่ เจ้ามารับอาหารเหมือนกันหรือ!”
พอไปถึงครัวใหญ่ เจียงเหวินเยว่กับคนอื่น ๆ ก็พบสี่เชวี่ยและซิ่วเยว่เดินสวนมา พวกนางเดินมาพร้อมกับสาวใช้ตัวน้อยในเรือนเดียวกัน ช่วยกันถือปิ่นโตใบใหญ่หลายใบ
เมื่อเห็นเจียงเหวินเยว่ สี่เชวี่ยก็โบกมือทักทายอย่างดีใจ ก่อนจะหันไปบอกสาวใช้ตัวน้อยข้างกาย แล้วดึงซิ่วเยว่ให้วิ่งมาหา
“พวกเรานัดกันว่าจะไปกินข้าวที่โรงอาหารข้าง ๆ ไปด้วยกันไหม?”
เจียงเหวินเยว่ยิ้มทักทายอย่างอารมณ์ดี จากนั้นก็พูดกับซู่หยุนและคนอื่น ๆ ว่า “นี่คือสี่เชวี่ยกับซิ่วเยว่ที่เคยพักห้องเดียวกับข้า พวกนางถูกจัดให้ไปอยู่เรือนหน่วนเซียงอู๋”
จากนั้นนางก็แนะนำซู่หยุนและคนอื่น ๆ ให้สี่เชวี่ยกับซิ่วเยว่รู้จัก
สี่เชวี่ยเป็นคนเข้ากับคนง่าย ทั้งสองฝ่ายจึงสนิทกันอย่างรวดเร็ว หลังรับปิ่นโตแล้วก็พากันไปกินข้าวที่โรงอาหารข้าง ๆ
เป็นเวลาอาหารของจวนพอดี สาวใช้และบ่าวไพร่จากทุกเรือนต่างมารับอาหาร บางคนรับปิ่นโตกลับไปกินที่เรือน ส่วนบางคนขี้เกียจยุ่งยากก็เลือกกินที่โรงอาหารข้าง ๆ
ในโรงอาหารมีคนอยู่มากมาย บรรยากาศคึกคักครื้นเครง
สี่เชวี่ยตาไว มองเห็นโต๊ะว่างตัวหนึ่งก็รีบเรียกทุกคนไปนั่ง ก่อนเปิดปิ่นโตแบ่งอาหาร
หลังเลื่อนขั้นเป็นสาวใช้ชั้นสาม อาหารการกินในแต่ละวันก็พลอยดีขึ้นด้วย
แต่ละคนได้ข้าวผสมสองชนิดชามใหญ่ พร้อมกับผัดผักหนึ่งจานและผัดเนื้ออีกหนึ่งจาน แม้จะเป็นอาหารที่ครัวใหญ่ผัดหม้อโต แต่ก็ใส่น้ำมันหมู กลิ่นหอมชวนกินทีเดียว
