เจียงเหวินเยว่รีบเก็บความคิดแล้วหันไปมอง ก่อนเอ่ยเรียกเสียงเบา “พี่เหวินฉาน!”
“เหวินเยว่? มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
คนที่เดินออกมาจากห้องก็คือเหวินฉาน ดูเหมือนนางกำลังจะไปทำธุระที่ห้องปีกตะวันออก พอได้ยินเสียงจึงหันกลับมาเห็นเจียงเหวินเยว่ สีหน้าก็ฉายแววประหลาดใจ
เจียงเหวินเยว่รีบเดินเข้าไปหา อาจเพราะยืนนานจนขาแข็ง นางเกือบเซถลา โชคดีที่ไม่ล้ม
“รออยู่ข้างนอกนานหรือยัง?”
เหวินฉานเห็นเช่นนั้นจึงถาม ก่อนจะเหลือบมองห้องหลักแล้วลดเสียงลง “ก่อนนอนคุณหนูอยากอ่านหนังสือ กำลังสั่งให้ข้าไปหาในห้องหนังสือ ข้าไม่อยากให้คุณหนูรอนาน มีอะไรค่อยคุยกันระหว่างทางเถอะ”
เจียงเหวินเยว่เดินตามนางไปยังห้องปีกตะวันออก ระหว่างทางเมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น จึงเอ่ยเสียงเบา “มีเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าร้ายแรงหรือไม่ เดิมทีควรบอกพี่ตั้งแต่ช่วงบ่าย แต่หาโอกาสพูดไม่ได้เสียที”
เหวินฉานฟังไปพลางเปิดประตูห้องหนังสือไปพลาง จากนั้นหยิบแท่งจุดไฟจากอกเสื้อ จุดโคมบนโต๊ะ แล้วส่งสัญญาณให้นางพูดต่อ
“วันนี้ตอนข้าอุ้มเบญจมาศเขียวกลับมาจากเรือนเพาะดอกไม้ พอเดินผ่านประตูฟางเฟยเยวี่ยน ก็พบชุ่ยโม่ สาวใช้คนสนิทของอนุซู...”
เจียงเหวินเยว่เล่าเรื่องโดยสังเขป ไม่ได้ใส่สีตีไข่ แต่ก็ไม่ได้ตกหล่นรายละเอียด
โดยเฉพาะเรื่องที่ชุ่ยโม่แย่งเบญจมาศเขียวไม่สำเร็จ แล้วยกเรื่องลำดับชั้นมาข่มขู่ หวังบีบให้นางส่งดอกไม้ให้เอง นางเล่าได้ชัดเจนเป็นพิเศษ
เหวินฉานฟังแล้วสีหน้าก็ขรึมลง คิ้วขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นอีกฝ่ายคล้ายจะโกรธ เจียงเหวินเยว่ก็ยิ่งลดเสียงลง เอ่ยอย่างกระวนกระวายเล็กน้อย “อย่างไรชุ่ยโม่ก็เป็นสาวใช้คนสนิทของอนุซู ข้าไม่ได้ยกเบญจมาศเขียวให้นาง หากชุ่ยโม่เอาเรื่องนี้ไปบอกอนุซู ข้ากลัวว่าจะทำให้คุณหนูพลอยเดือดร้อนไปด้วย ข้าไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจัดการอย่างไร ถึงได้มาขอคำชี้แนะจากพี่...”
