หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เย่ลั่วก็ตอบตามตรงว่า “พี่หลิน พูดตามจริง วิชาแพทย์ของผมต้องใช้ควบคู่กับปราณภายในของผู้ฝึกยุทธ์ แต่คุณไม่มีพลังบำเพ็ญ ต่อให้เรียนรู้ทฤษฎีได้ ก็ไม่อาจนำไปใช้ให้เกิดผล”
“ถ้าคุณสนใจ ผมให้ตำราฝึกพลังกับคุณได้ ทั้งยังช่วยชี้แนะการฝึกให้ด้วย ส่วนทฤษฎีวิชาแพทย์ ผมจะหาเวลาเขียนเป็นหนังสือให้ คุณคิดว่าอย่างไร?”
พอได้ยินเช่นนั้น หลินเต๋อเหรินก็ชะงักไปก่อนจะดีใจอย่างยิ่ง เขารีบลุกขึ้นแล้วคุกเข่าลงอีกครั้ง เสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตัน “ขอบคุณหมอเทวดาเย่! ผมยินดีเรียน! ยินดีเรียนทุกอย่างเลย! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คุณคืออาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้ผม ขอกราบอาจารย์!”
พูดจบก็เตรียมจะโขกศีรษะคำนับอย่างเป็นพิธีการ
การกระทำกะทันหันของหลินเต๋อเหรินทำให้เย่ลั่วอึ้งไปทันที เขากำลังจะพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา ทว่าจางเหมยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็วิ่งไปคุกเข่าลงข้างหลินเต๋อเหรินเช่นกัน ก่อนเอ่ยด้วยแววตาเปี่ยมความปรารถนาและแน่วแน่ยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ ว่า
“หมอเทวดาเย่! ฉัน...ฉันก็อยากฝึกยุทธ์ อยากเรียนวิชาแพทย์ของคุณด้วย ขอให้รับฉันเป็นศิษย์ด้วยนะคะ! ฉันจะตั้งใจเรียน ไม่ทำให้คุณเสียหน้าแน่นอน!”
ภาพตรงหน้าทำให้เย่ลั่วตั้งตัวไม่ทันอยู่บ้าง
ที่จริงเขาไม่รู้เลยว่า สำหรับคนธรรมดาอย่างหลินเต๋อเหรินและจางเหมย ผู้ฝึกยุทธ์เป็นตัวตนที่มีอยู่เพียงในตำนานมาโดยตลอด
หากมีวาสนาอยู่ตรงหน้า ใครบ้างจะยอมเป็นเพียงคนอ่อนแอธรรมดา?
ในเมื่อมีคนที่มอบเคล็ดวิชาฝึกพลังให้พวกเขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ แล้วจะข่มความปรารถนาในใจไว้ได้อย่างไร จะไม่ใฝ่ฝันถึงมันได้อย่างไร?
เมื่อเห็นทั้งสองคุกเข่าอยู่บนพื้น แววตาร้อนแรงที่ผสมทั้งความปรารถนาและความกังวลอยู่เล็กน้อย เย่ลั่วก็ถอนใจเบา ๆ ในใจ เขาใจแข็งปฏิเสธไม่ลงจริง ๆ
