ภายในโรงงานร้างแห่งหนึ่ง แสงเทียนสั่นไหว สะท้อนเงาคนสองคนที่นั่งประจันหน้ากัน
คนหนึ่งแต่งกายประณีต หน้าตาหล่อเหลา ทว่าน่าเสียดายที่เบ้าตาลึกโหล ใบหน้าซีดขาว ดูทรุดโทรมราวกับจมอยู่กับสุรา
ข้างกายเขามีชายร่างผอมสวมแว่นกรอบทองนั่งอยู่ แววตาหลังเลนส์วูบไหว ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายอ่อนช้อยชวนให้รู้สึกประหลาด
“คุณชายหยวน ไม่ต้องรีบร้อน อีกเดี๋ยวก็จะสมหวังแล้วครับ” ชายผู้มีบุคลิกอ่อนช้อยเห็นชายหนุ่มรูปงามข้างกายดูร้อนใจ จึงยกมุมปากเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนเอ่ยอย่างเชื่องช้า
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าคุณชายหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย น้ำเสียงเจือความสงสัย “เหลยหมิง แผนของนาย...จะไม่มีปัญหาจริง ๆ ใช่ไหม?”
เหลยหมิงหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาดันแว่นขึ้นแล้วตอบอย่างมั่นใจ “ฮ่า ๆ คุณชายหยวนวางใจได้ คนที่เราส่งไปจับตายืนยันแล้วว่าเสิ่นชิงเฉี่ยนอยู่คนเดียว ส่วนถนนช่วงนั้น ผมก็จัดคนไปเคลียร์ไว้เป็นพิเศษแล้ว ปฏิบัติการครั้งนี้รับรองว่าไม่มีทางพลาด”
คุณชายหยวนพยักหน้า สีหน้าคลายกังวลลงเล็กน้อย เขาเชื่อใจที่ปรึกษาอย่างเหลยหมิงมาโดยตลอด
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ตำแหน่งของเขาในตระกูลสูงขึ้นเรื่อย ๆ เบื้องหลังนั้นย่อมขาดคำแนะนำและแผนการของเหลยหมิงไปไม่ได้
“น่าเสียดายจริง ๆ...” จู่ ๆ คุณชายหยวนก็กัดฟัน เอ่ยอย่างเคียดแค้น “ตอนนี้เสิ่นชิงเฉี่ยนก็เป็นดอกไม้โรยราไปแล้ว ไม่อย่างนั้นฉันคงให้ตระกูลออกหน้าไปสู่ขอถึงตระกูลเสิ่น ไอ้จ้าวเหวินจี ฉันอยากฉีกมันเป็นชิ้น ๆ!”
เหลยหมิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย ปลอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คุณชายหยวน ในใต้หล้ายังมีหญิงงามอีกมากมาย รอให้คุณชายหยวนได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขตระกูลแล้ว ยังจะหาหญิงแบบไหนไม่ได้? ในเมื่อจ้าวเหวินจีทำลายผู้หญิงที่คุณหมายตา งั้นเราก็แย่งผู้หญิงที่มันหมายตาบ้างสิ หลี่รั่วหานคนนั้น ผมว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าเสิ่นชิงเฉี่ยนเลย”
