ยามสนธยาค่อย ๆ คลี่คลุม โคมไฟสว่างไสวขึ้นทีละดวง
ภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมวอลดอร์ฟ สถานที่หรูหราระดับแนวหน้าของเยี่ยจิง แสงจากโคมระย้าคริสตัลสะท้อนระยิบระยับ ผู้คนแต่งกายหรูหราเดินคลอเคลียกัน เสียงแก้วกระทบกันดังไม่ขาดสาย
จ้าวเหวินจีสวมสูทสั่งตัดเนื้อดี ยิ่งขับให้รูปร่างดูสูงสง่า เขายืนอยู่กลางห้องโถงอย่างองอาจเปี่ยมความมั่นใจ รับคำแสดงความยินดีจากแขกที่ทยอยเข้ามาไม่ขาดสาย
หลี่รั่วหานที่ยืนอยู่ข้างกายสวมชุดราตรีสีขาวยาวกรอมพื้น บุคลิกเย็นชาและงดงามไร้ที่ติราวดอกบัวหิมะบนภูเขาน้ำแข็ง ชวนให้ผู้คนไม่กล้าล่วงเกิน บนใบหน้าของเธอประดับรอยยิ้มพอดีงาม ทว่าลึกลงไปในดวงตากลับซ่อนอารมณ์ซับซ้อนที่ยากจะสังเกตเห็น
แขกเหรื่อในงานมารวมตัวกันอย่างคับคั่ง คนรุ่นใหม่ไม่มีใครกล้าไม่ไว้หน้า ‘คุณชายอันดับหนึ่งแห่งเยี่ยจิง’ ผู้ได้รับเชิญล้วนมาร่วมงานกันทั้งสิ้น
เสียงเปียโนแว่วหวานลอยคลอไปในอากาศ ทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยงอบอวลด้วยบรรยากาศเฉลิมฉลอง ทว่าใต้ความรื่นเริงนั้นกลับมีสายตาจับจ้อง เปรียบเทียบ และคิดคำนวณซ่อนอยู่มากมาย
ในเวลานั้น ชายหนุ่มผู้มีบุคลิกสุภาพสง่างาม สวมแว่นกรอบทอง ถือแก้วเหล้าเดินเข้ามาหาจ้าวเหวินจีกับหลี่รั่วหาน ข้างกายเขายังมีถานหมิงเจ๋อที่สีหน้าหยิ่งทะนงเล็กน้อย หลี่หว่านอี๋ที่ยิ้มพริ้มพราย และหวังซ่วยปินที่มีใบหน้าอวบอูมประดับรอยยิ้ม รวมถึงคนอื่น ๆ
ชายผู้นี้คือถานหมิงซี พี่ชายคนโตของถานหมิงเจ๋อ แม้อายุยังน้อย แต่ก็เริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงการเมืองแล้ว ทั้งยังรู้จักวางตัวอย่างแยบยล
ส่วนถานหมิงเจ๋ออาศัยฝีมือวิถียุทธ์ขั้นเสวียนระยะแรก ทำให้แทบไร้คู่ต่อกรในหมู่คนรุ่นเดียวกัน พี่น้องทั้งสองคน คนหนึ่งเก่งด้านบุ๋น อีกคนเก่งด้านบู๊ ต่างโดดเด่นไร้ผู้ใดเทียบในหมู่คนรุ่นใหม่แห่งเยี่ยจิง แทบไม่เป็นรองจ้าวเหวินจี
