บรรยากาศในคฤหาสน์ตระกูลเย่เวลานี้ช่างแปลกประหลาดและซับซ้อนเกินบรรยาย ต่างจากความกระวนกระวายของตระกูลเสิ่นและความโศกเศร้าเจ็บปวดของตระกูลจ้าวอย่างสิ้นเชิง
ภายในโถงประชุม ธูปไม้จันทน์ลอยอวลเป็นสาย ทว่ากลับไม่อาจขจัดบรรยากาศอึมครึมได้
เย่หนานเทียนนั่งอยู่บนที่นั่งประธานอย่างสงบนิ่งราวหินผา คิ้วขมวดแน่น นิ้วเคาะที่วางแขนไม้จันทน์แดงโดยไม่รู้ตัว เสียงทุ้มหนักดังเป็นจังหวะ
สมาชิกคนสำคัญของตระกูลเย่ที่นั่งอยู่ทั้งสองฝั่งต่างกลั้นหายใจ สีหน้าเคร่งเครียดจนแทบเค้นน้ำออกมาได้ ราวกับมีหินยักษ์ที่มองไม่เห็นกดทับอกไว้
เมื่อเย่จิ้งหรูเล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องจัดเลี้ยงอย่างละเอียด ทั้งโถงก็จมสู่ความเงียบงันราวกับไร้ชีวิต เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันที่เต้นผิดจังหวะ
ทุกคำพูดและทุกรายละเอียดจากปากนางประหนึ่งค้อนหนักที่รวบรวมแรงไว้เต็มเปี่ยม ฟาดลงกลางใจทุกคนอย่างจัง สะเทือนจนจิตใจแทบไม่มั่นคง
ใครจะคิดว่าเจ้าขยะที่พวกเขามองว่าเป็นความอัปยศ และขับไล่ออกจากตระกูลอย่างไร้เยื่อใยเมื่อครึ่งปีก่อน จะพลิกโฉมตัวเองราวกับเกิดใหม่ได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้? ไม่เพียงฝึกฝนจนมีวรยุทธ์ลึกล้ำหยั่งถึง ยังมีสถานะสูงส่งน่าเกรงขามจนผู้คนได้แต่แหงนมอง
แต่ข่าวดีที่ควรทำให้คนทั้งตระกูลเย่ยินดีจนออกหน้าออกตา เวลานี้กลับเหมือนฝ่ามือที่ฟาดฉาดลงบนใบหน้าของทุกคนซึ่งเคยยกมือเห็นชอบ หรือถึงขั้นยืนกรานให้ขับไล่เย่ลั่วออกจากตระกูล เสียงเยาะเย้ยแสบสันราวกับไฟแผดเผา
รสชาติของการถูกโชคชะตาเย้ยหยันอย่างไร้ปรานีและถูกความจริงเฆี่ยนตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้หลายคนที่นั่งอยู่รู้สึกราวกับนั่งบนพรมเข็ม ใบหน้าสลับเขียวคล้ำและซีดขาว อยากแทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด
คนเดียวที่เผยความยินดีอย่างกลั้นไม่อยู่ แววตาเปล่งประกายตื่นเต้น คือเย่เทียนเจิ้ง
