หนานกงจิ่นเผยสีหน้าลำบากใจ ริมฝีปากแดงระเรื่อสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
หนานกงหลิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับชิงพูดขึ้นก่อนว่า “หรือไม่จริง? ตั้งแต่เด็กเจ้าก็โดดเดี่ยวลำบากยากแค้น เป็นพ่อข้าที่รับเจ้าไปเลี้ยงดู อบรมสั่งสอนอย่างใส่ใจ ทั้งยังทุ่มเททรัพยากรให้เต็มที่ แต่เจ้ากลับทำตัวอย่างไร? แค่โมโหชั่ววูบก็ออกจากคฤหาสน์ ทำให้ความทุ่มเทตลอดยี่สิบปีของพ่อขาสูญเปล่า เจ้าย่อมติดค้างคฤหาสน์หนานกงอยู่แล้ว!”
ใบหน้าหลิงเลี่ยฉายแววขมขื่นขึ้นมาเล็กน้อย
เขาไม่สนใจหนานกงหลิง เพียงจ้องมองแววตาหลบเลี่ยงของหนานกงจิ่นเขม็ง แม้นางไม่พูดอะไร แต่ความเงียบนั้นก็เป็นคำตอบอยู่แล้ว
“ฮ่า ๆ ๆ...”
เขาแหงนหน้าหัวเราะเสียงดัง ทว่าภายในเสียงหัวเราะกลับเต็มไปด้วยความเศร้าสลด จากนั้นก็ถอดน้ำเต้าสุราที่เอว ดึงจุกออกแล้วกระดกดื่มจนหมดในคราวเดียว
เย่ลั่วคิดในใจว่าไม่ดีแล้ว กำลังจะเข้าไปห้าม แต่กลับเห็นพลังภายในรอบกายหลิงเลี่ยปะทุขึ้นอย่างรุนแรง กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมา ลูกธนูโลหิตนับไม่ถ้วนพุ่งทะลวงออกจากเส้นลมปราณทั่วร่าง!
“พี่เลี่ย อย่า...”
หนานกงจิ่นร้องเรียกอย่างเสียขวัญ แต่ก็สายเกินไปแล้ว
เพียงชั่วลมหายใจเดียว พลังภายในที่หลิงเลี่ยฝึกฝนมาทั้งชีวิตก็ไหลทะลักออกไปทุกทิศทางราวกับเขื่อนแตก
เลือดสดทะลักออกจากมุมปาก ทว่าเขากลับแหงนหน้าหัวเราะเสียงดังอย่างองอาจและเด็ดเดี่ยว “นับจากนี้ ฟ้ากว้างทะเลไพศาล ข้าหลิงเลี่ย...ไม่ติดค้างหนานกงแม้แต่น้อยอีกแล้ว!”
ภาพที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนในที่นั้นตกตะลึง
ทุกคนอ้าปากค้าง ไม่คิดเลยว่าหลิงเลี่ยจะมีนิสัยเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ เพื่อตัดขาดความเกี่ยวข้องกับคฤหาสน์หนานกง เขาถึงกับยอมทำลายพลังฝึกฝนที่สั่งสมมาหลายสิบปีด้วยตัวเอง!
แม้แต่ชิงหลัวผู้เย็นชามาโดยตลอด แววตาก็ยังไหววูบด้วยความสะเทือนใจ
ส่วนหนานกงหลิงในเวลานี้ดูราวกับเด็กหญิงที่ทำผิดพลาด ใบหน้าซีดเผือด ได้แต่ยืนนิ่งมองภาพตรงหน้า ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังพูดไม่ออกสักคำ
หนานกงจิ่นน้ำตาไหลอาบแก้มไปนานแล้ว หากฟู่ชิงเซียวไม่ช่วยประคองเอาไว้ เกรงว่านางคงทรุดลงไปกองกับพื้น
