เมื่อเห็นหลีเจียงซึ่งเดิมเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างเด็ดขาด กลับล้มลงสิ้นใจในชั่วพริบตา หลี่รั่วหานก็อึ้งงันจนแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
เธอรีบยกมือขึ้นขยี้ตา พอแน่ใจว่าร่างนั้นล้มลงไปแล้วจริง ๆ หัวใจที่แทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มก็พลันกลับเข้าที่ ความรู้สึกอ่อนเปลี้ยหลังรอดพ้นจากหายนะตามมาในทันที
เธอรีบวิ่งเข้าไปประคองเย่ลั่วที่ยืนโงนเงน สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลและห่วงใย พลางถามรัวว่า “หมอเทวดาเย่ คุณเป็นยังไงบ้าง? บาดเจ็บหนักหรือเปล่า?”
เย่ลั่วส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง แล้วค่อย ๆ ทรุดนั่งลงกับพื้นโดยมีเธอช่วยประคอง
เขาฝืนทนความเจ็บปวดรุนแรงที่แล่นมาจากแขนทั้งสองข้างและความรู้สึกว่างเปล่าภายในร่าง ก่อนหยิบยาห้ามเลือดเม็ดหนึ่งออกจากแหวนเก็บของมากลืนลงไป กระทั่งเลือดที่แขนทั้งสองข้างหยุดไหลซึม เขาจึงค่อยลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
จากนั้นเพียงเขาขยับความคิด เขาก็เก็บ “เขี้ยวโลหิต” เข้าแหวน ทว่าไม่มีเวลาเอ่ยอะไรให้มากความ รีบขัดสมาธิแล้วเดินพลังปราณปรับลมหายใจทันที
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป หลี่รั่วหานเห็นเพียงแสงโลหิตสีแดงคล้ำวูบผ่านสายตา แล้วก็ไม่เห็นอะไรอีก
เธอรู้ดีว่าตอนนี้เย่ลั่วจำเป็นต้องรักษาบาดแผลอย่างเร่งด่วน แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคำถามและความกังวล แต่ก็ทำได้เพียงข่มความรู้สึกเอาไว้ แล้วนั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ อย่างว่าง่าย กลั้นหายใจรออย่างอดทน ไม่กล้าส่งเสียงรบกวนแม้แต่น้อย
ผ่านไปนานทีเดียว กระทั่งปราณแท้ในตันเถียนฟื้นคืนมาราวสามส่วน เย่ลั่วจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและพ่นลมหายใจขุ่นออกมายาว ๆ
แม้ตอนนี้เขายังอดหวาดหวั่นไม่ได้ แต่ก็จำต้องยอมรับว่าขั้นตี้ระดับสูงสุดนั้นแข็งแกร่งเพียงใด การต่อสู้กับหลีเจียงครั้งนี้ เขาใช้ทุกวิถีทางที่มี ถึงเพิ่งจะสังหารอีกฝ่ายได้อย่างหวุดหวิด
