คนทั่วไปคงรู้สึกแปลกใจแน่ ๆ ว่า ฉันเคยเจอคุณตอนไหน คุณไม่รู้เองหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น วิธีถามก็แปลกประหลาด ปกติแล้วมีแต่คนนอกที่ทำหน้าที่สืบสวนสงสัยว่าใครมีพฤติกรรมน่าสงสัย ถึงจะใช้วิธีอ้อมค้อมแบบนี้
ตอนนี้เอง ความจำเป็นที่เหลียนปั้นเสวี่ยต้องเค้นถามสาวใช้ก็ปรากฏขึ้น
ลีนาที่กำลังอกสั่นขวัญแขวนไม่กล้าสงสัยเจตนาของดัชเชส และยิ่งนึกไม่ถึงว่าข้างในได้เปลี่ยนเป็นคนละคนแล้ว เมื่อถูกถามอะไรก็ตอบตามจริง
“ครั้งสุดท้ายที่ดิฉันเห็นท่านหญิงคือช่วงบ่าย ตอนนั้นท่านดูร้อนใจมาก ร้านเครื่องหอมหลวงส่งยาหอมสูตรพิเศษรุ่นล่าสุดมาให้ ท่านยังไม่มีเวลาแม้แต่จะเหลือบมอง ก็รีบขึ้นรถม้าออกไปจนถึงเวลาอาหารค่ำก็ยังไม่กลับมา”
พูดถึงตรงนี้ ลีนาก็หยุดชะงัก สายตากวาดมองรอบห้องนอน คล้ายอยากพูดแต่ก็ลังเล
เหลียนปั้นเสวี่ยกล่าวว่า “อยากพูดอะไรก็พูดมา”
น้ำเสียงของเธอเนิบช้า แฝงความสงบนิ่ง ดูไม่เหมือนมีทีท่าว่าจะโกรธ
ลีนารู้สึกว่าดัชเชสแอนเดอร์สันดูไม่เหมือนเดิม แต่ไม่กล้าคิดลึกไปกว่านั้น จึงก้มหน้าพูดอย่างว่าง่ายว่า “วันนี้ดูเหมือนไม่ต้องให้ดิฉันมาทำความสะอาดนะคะ เป็นเพราะคนที่ท่านให้เป็นอาหารมื้อดึกเมื่อคืนไม่ชอบหรือเปล่า?”
เพียงประโยคสั้น ๆ กลับเผยข้อมูลออกมามหาศาล
เหลียนปั้นเสวี่ยเหลือบมองทารกผีที่กำลังเล่นตีลังกาบนเตียงอย่างเบื่อหน่าย ตามปกติแล้ว ผู้คนย่อมไม่เรียกเจ้าตัวว่า “คนนั้น” ต่อหน้าเจ้าตัวหรอก
ถึงจะใช้คำเรียกแทน ก็ควรเป็นอย่าง “คุณชายน้อย” อะไรทำนองนั้น
เหลียนปั้นเสวี่ยจงใจถามย้อนด้วยน้ำเสียงสงสัย “โอ้? คนนั้นคือใครกัน?”
ลีนาสะดุ้ง คิดว่าตนพูดผิดไป แต่เหลียนปั้นเสวี่ยไม่ได้โกรธ ที่สำคัญคือไม่ได้ยื่นมือมาบิดหูเธอ
เธอรวบรวมความกล้าแล้วพูดต่อ “ไม่ทราบค่ะ ท่านไม่เคยบอกใครเลย”
ฟังดูแล้ว คนที่รู้เรื่องซึ่งรวมถึงลีนา ต่างรู้เพียงว่าดัชเชสเลี้ยงสัตว์ประหลาดไว้ตัวหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าสัตว์ประหลาดตัวนั้นคือเบลเซบับ
เหลียนปั้นเสวี่ยจงใจยกถ้วยชาขึ้น ก่อนวางลงอย่างแรง น้ำเสียงเจือความขุ่นเคือง “ไม่ชอบหรือ? อาหารก็ไม่ได้ส่งมาตรงเวลา ไม่มีอะไรให้กิน แล้วจะให้ชอบได้อย่างไร!”
ลีนาสะดุ้ง พูดอย่างตื่นตระหนกว่า “ท่านหญิงโปรดระงับโทสะ! ช่วงนี้ความสงบเรียบร้อยในเมืองหลวงคงดีขึ้น เลยไม่มีนักโทษประหารส่งมามากเท่าไรค่ะ”
“ฉันรู้ว่ามีเมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีโจรชุกชุม เจ้าหน้าที่ดูแลความสงบที่นั่นเห็นแก่เงิน ขอแค่จ่ายเงินให้ก็ยอมทำทุกอย่าง พวกโจรไม่ต่างจากนักโทษประหาร ต่อให้จู่ ๆ ตายไปก็ไม่มีใครตามสืบ หากท่านหญิงต้องการ ดิฉันจะไปติดต่อให้เดี๋ยวนี้ค่ะ!”
ลีนาพูดไปพลางยกมือปิดปากกะทันหัน แล้วรีบเหลือบมองสีหน้าของเหลียนปั้นเสวี่ย ก่อนพูดเสริมอย่างตะกุกตะกักว่า “ขออภัยค่ะท่านหญิง ดิฉันไม่ได้คิดจะก้าวก่ายเลย ดิฉันบอกที่อยู่ของเมืองเล็ก ๆ พวกนั้นให้ท่านได้ ต่อไปจะไม่ถามไถ่อีก ไม่ว่าจะได้ยินข่าวอะไรก็จะทำเป็นไม่ได้ยินค่ะ!”
เหลียนปั้นเสวี่ยถามว่า “ทำไมถึงก้าวก่ายไม่ได้? เธอไม่อยากทำงานให้ฉันหรือ?”
ลีนาเกือบร้องไห้ออกมาอีกครั้ง รีบโบกมือปฏิเสธ “ท่านหญิง ดิฉันไม่ได้คิดเป็นอื่นจริง ๆ ขอท่านโปรดเชื่อดิฉันด้วยค่ะ”
ดังนั้น เรื่องจัดหาอาหารสดจึงเป็นสิ่งที่ดัชเชสแอนเดอร์สันลงมือดูแลด้วยตัวเองมาโดยตลอด
เมื่อวานบ่ายเจ้าของร่างเดิมรีบร้อนออกไปข้างนอก เป็นไปได้มากว่าอาหารที่สั่งไว้เกิดปัญหา ส่งมาไม่ทันสำหรับใช้บูชาปีศาจ เธอจึงร้อนใจอยากรู้สาเหตุ และรีบออกไปหาอะไรมาแทน
แต่สุดท้ายทำไมเธอถึงกลับมาปราสาทมือเปล่า? นั่นไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตายหรอกหรือ?
เจ้าของร่างเดิมเป็นถึงดัชเชส ส่วนดยุกก็เป็นบุคคลรองจากเจ้าชายเพียงคนเดียว
เหลียนปั้นเสวี่ยตัดสินจากเหตุผลพื้นฐานว่า ด้วยอำนาจและฐานะเช่นนี้ หากหาอาหารสดที่เตรียมไว้ไม่เจอจริง ๆ ต่อให้กัดฟันจับใครสักคนมาฆ่าก็ทำได้ง่ายดาย
ทำไมถึงไม่ทำเช่นนั้น?
เป็นเพราะ【ขี้ขลาดอย่างยิ่ง】จนลงมือไม่ไหว หรือว่า...มีใครขัดขวางเธอไว้?
เรื่องราวพลันคลุมเครือขึ้นมา
ลมพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ความเย็นยะเยือกไล้ผ่านท้ายทอยของเหลียนปั้นเสวี่ย ราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งคอยจับจ้องเธออยู่ในเงามืด
หรืออาจไม่ใช่แค่คู่เดียว
เธออดสั่นสะท้านไม่ได้
เหลียนปั้นเสวี่ยถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากลีนาอีกหลายข้อ
แต่ลีนาเป็นเพียงคนโชคร้ายที่ถูกจับมาทำงานจิปาถะ ไม่ได้รับความไว้วางใจจากดัชเชสแอนเดอร์สัน จึงรู้เรื่องที่เจ้าของร่างเดิมแอบทำอยู่กับเรื่อง “คนนั้น” ไม่มากนัก
เหลียนปั้นเสวี่ยจึงถอยมาถามถึงร่องรอยของกลุ่มโจรเหล่านั้นแทน
พูดตามตรง ในฐานะคนที่เติบโตมาอย่างปกติภายใต้ธงแดง แม้จะไม่เคยสร้างคุณูปการอะไรให้สังคมมากนัก แต่เรื่องฆ่าคนนั้นเธอไม่มีประสบการณ์จริง ๆ
พูดเอามันกับลงมือทำเองเป็นคนละเรื่อง เธอไม่รู้ว่าเมื่อถึงเวลานั้น ความรู้สึกเร่งด่วนใกล้ตายจะบีบให้เธอลงมือได้หรือไม่
แต่เธอจะไม่มีทางเลือกไม่ได้ ต่อให้สุดท้ายจะไม่เลือกอะไรเลยก็ตาม
มัวเสียเวลาอยู่พักหนึ่ง ดวงอาทิตย์ก็ลอยพ้นยอดไม้แล้ว เหล่าคนรับใช้ทยอยตื่นขึ้น ปราสาทเริ่มอึกทึก
เหลียนปั้นเสวี่ยได้รู้จากลีนาว่าดัชเชสไม่จำเป็นต้องลงไปกินอาหารข้างล่าง สาวใช้ใกล้ชิดจะนำอาหารมาส่งตรงเวลา อีกไม่นานพ่อบ้านจะมาแจ้งกำหนดการของวันนี้
แม้ดัชเชสแอนเดอร์สันจะรับหน้าที่บริหารแทนดยุกผู้ล่วงลับ แต่แท้จริงแล้วเธอไม่ได้ดูแลเขตปกครองเอง ไม่ว่าจะเป็นการต่างประเทศ งานปกครอง เกษตรกรรม หรือความสงบเรียบร้อย ล้วนมอบหมายให้ขุนนางและผู้ดูแลแต่ละฝ่ายจัดการตั้งแต่แรกแล้ว
มีเพียงสองเรื่องที่ดัชเชสแอนเดอร์สันกุมอำนาจไว้แน่น นั่นคือการคลังและการทหาร
ไม่ว่าฝนจะตกหรือลมจะแรง ทุกสิ้นเดือนรายงานภาษีต้องถูกนำมาวางบนโต๊ะเครื่องแป้งของดัชเชสแอนเดอร์สันตรงเวลา
เธอเลี้ยงกองกำลังองครักษ์ส่วนตัวที่ภักดีต่อเธอเพียงผู้เดียว ใช้เงินเลี้ยงดูพวกเขาไว้ เรื่องนี้จึงไม่ต้องกังวลในตอนนี้
เท่ากับว่าทุกเรื่องมีคนจัดการไว้หมดแล้ว สิ่งที่เหลียนปั้นเสวี่ยต้องรับมือไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในทันที
ไม่ต้องกังวลว่าจะเผยพิรุธเพราะไม่ชำนาญงาน เหลียนปั้นเสวี่ยจึงนั่งลงอย่างสบายใจทันที พลางนึกชื่นชมเจ้าของร่างเดิมอีกครั้งว่าเป็นคนฉลาดที่รู้จักเสวยสุข
ลีนาค้อมตัวแล้วถอยออกไป
พอประตูปิดลง เหลียนปั้นเสวี่ยก็ถามทารกผีที่นอนแผ่กางแขนกางขาอยู่บนเตียงเสียงเบาว่า “คนอื่นมองไม่เห็นเธอหรือ?”
ทารกผีเหลือบมองเธอ
เหลียนปั้นเสวี่ยเห็นแววดูแคลนในสายตานั้น ราวกับเธอกำลังถามเรื่องไร้สาระ
เธอเพิ่งนึกได้ว่าแน่นอนว่าคนอื่นต้องมองเห็น ไม่อย่างนั้นเจ้าของร่างเดิมจะใช้อ้างเรื่องทายาทเพื่อปิดปากคนอื่นได้อย่างไร?
“งั้นเธอเป็นเด็กผู้ชายหรือ?” เหลียนปั้นเสวี่ยถามอย่างอยากรู้ “ในสายตาคนอื่น เธอหน้าตาเป็นยังไง?”
คงไม่ใช่หน้าตาเขียวคล้ำเขี้ยวยาวอย่างที่เธอเห็นแน่ ไม่อย่างนั้นพวกผู้มีพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงจากศาสนจักรคงวิ่งมาจัดงานเลี้ยงตรงหน้าประตูปราสาทนานแล้ว
ลีนาก็คงไม่สงบนิ่งขนาดนั้นเช่นกัน
ทารกผีหาวหวอด ไม่อยากสนใจเธอ ในสัญญาไม่ได้ระบุว่ามันต้องเป็นสารานุกรมมีชีวิตให้เหลียนปั้นเสวี่ย
แต่จู่ ๆ ลูกตาสีแดงก่ำของมันก็กลอกไปมา ก่อนหันหน้ามาทางเหลียนปั้นเสวี่ย เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเจตนาร้าย
“ฉัน ไม่มีเพศ”
เหลียนปั้นเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง
“เพราะเธอ ต้องการให้ฉันเป็น เด็กผู้ชาย ดังนั้น พวกเขา จึงเห็นเป็นเด็กผู้ชาย”
“ฉันคือ ความปรารถนา ของเธอ”
ทารกผีหัวเราะคิกคักอีกครั้ง แล้วเรียกเธอว่า “แม่”
แม้จะเป็นคำเรียกที่ฟังดูออดอ้อน แต่เมื่อผ่านน้ำเสียงเย็นเยียบของมัน กลับเหมือนกรงเล็บสัตว์ร้ายขูดผ่านหนังศีรษะ ชวนให้ขนลุกซู่
“ความปรารถนา ของเธอ คือปีศาจ เธอชั่วร้ายยิ่งกว่าปีศาจ”
“สักวันหนึ่ง”
ทารกผีคว้าต้นแขนของเหลียนปั้นเสวี่ยอย่างแรง อ้าปากเผยเขี้ยว เส้นเลือดสีเขียวคล้ำปูดขึ้นบนใบหน้า ก่อนกล่าวทีละคำอย่างสะใจว่า “พวกเรา จะ ลงนรก ไปด้วยกัน”
เหลียนปั้นเสวี่ยเงียบไปนาน
ทารกผีมองสีหน้าซีดเผือดของเธอ คิดว่าตัวเองทำให้เธอตกใจได้สำเร็จ จนอดหัวเราะลั่นไม่ได้
แต่จู่ ๆ เหลียนปั้นเสวี่ยก็จ้องค่าพลังชีวิตที่ลดลงไป 3 แต้ม แล้วหันขวับไปทางสาวใช้ใกล้ชิดตรงประตู พูดหนักแน่นว่า “รีบเตรียมน้ำร้อนหนึ่งถัง ผ้าเช็ดตัว น้ำหอม แล้วก็เครื่องสำอางสำหรับเด็กมาให้ฉัน!”
“ถ้าหาของเด็กไม่ได้ ใช้ของผู้ใหญ่ก็ได้ เตรียมชุดเด็กเล็กมาด้วยชุดหนึ่ง ต้องน่ารักนะ!”
ทารกผี “……”
ทารกผี “???”
ตอนทารกผีทำท่าจะหลอกให้เหลียนปั้นเสวี่ยกลัว เธอก็เดาได้แต่แรกว่ามันจะก่อเรื่อง จึงไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไรนัก
แต่ร่างกายที่มีอาการ【ขี้ขลาดอย่างยิ่ง】นี้กลับรับไม่ไหว
รับไม่ได้แบบที่ทำให้พลังชีวิตลดลงน่ะสิ!
เหลียนปั้นเสวี่ยต้องหาทางปกปิดใบหน้าของมัน ทำให้ดูไม่น่ากลัวขนาดนั้น
ต่อไปเธอคงเลี่ยงการอยู่ใกล้ทารกผีไม่ได้ หากเผลอถูกมันทำให้ตกใจตายขึ้นมาจริง ๆ เธอคงอัดอั้นจนกระอักเลือดสามลิตร
ทารกผีไม่รู้ว่าเหลียนปั้นเสวี่ยจะทำอะไร แต่รับรู้ได้ถึง “อันตราย”
มันมองดวงตาของหญิงสาวที่ราวกับจะพ่นเปลวไฟออกมา ความรู้สึกไม่เป็นมงคลพลันผุดขึ้นในใจ
