ในจังหวะนั้นเอง เสียงฟ้าร้องครืนก็ดังสนั่นขึ้นนอกหน้าต่าง กระจกทั่วทั้งอาคารหลักสั่นสะเทือนตามไปด้วย
เคอเหมียนถังตกใจจนรีบซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขนของหรงเช่อ
หรงเช่อกางแขนรับ ปล่อยให้เธอมุดเข้ามาในอ้อมกอดจนมิด เธอขยับถูไถอยู่หลายครั้ง ก่อนจะหาตำแหน่งที่สบายในอ้อมแขนเขาได้
“หรงเช่อ ทำไมฟ้าร้องเสียงดังขนาดนี้ล่ะ”
เสียงของเธออู้อี้อยู่ตรงอกเขา แฝงน้ำเสียงออดอ้อนงอแง นิ้วมือยังขยุ้มผ้าตรงเอวด้านข้างของเขาไว้
ชายหนุ่มก้มมองกระหม่อมฟูฟ่องของคนในอ้อมแขน มุมปากยกขึ้นจนแทบกดไว้ไม่อยู่
มือข้างหนึ่งโอบแผ่นหลังเธอ อีกข้างวางอยู่ตรงเอว ก่อนจะกระชับอ้อมแขนดึงเธอเข้ามาใกล้
ร่างอุ่นของเธอแนบอยู่กับอกเขา ลมหายใจแผ่วเบาแผ่ผ่านเนื้อผ้ามาเป็นระลอก ในที่สุดเขาก็มั่นใจว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
เธออยู่ตรงนี้จริง ๆ มีชีวิตจริง ๆ อบอุ่นจริง ๆ และยังมุดเข้ามาในอ้อมแขนเขาได้
หรงเช่อก้มลงแนบริมฝีปากกับกระหม่อมของเธอ น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความปลอบโยน “ไม่เป็นไร ช่วงนี้หลิงโจวเข้าฤดูฝน แค่เสียงฟ้าร้องดังเท่านั้นเอง”
เคอเหมียนถังสงบอยู่ในอ้อมแขนเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง อยากรู้ว่าเขากำลังหัวเราะเยาะเธออยู่หรือเปล่า
ตอนเธอเงยหน้า ขนตาก็ปัดผ่านริมฝีปากล่างของเขา แผ่วเบาราวปีกผีเสื้อแตะกลีบดอกไม้
ลูกกระเดือกของหรงเช่อขยับขึ้นลง สายตาเลื่อนจากดวงตาของเธอลงมายังริมฝีปากที่แง้มออกเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความปรารถนาครอบครองอย่างไม่ปิดบัง
เธอยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจ เขาก็ประกบริมฝีปากลงมาแล้ว
นิ้วที่กำเสื้อเชิ้ตของหรงเช่ออยู่ขดเข้าหากัน ก่อนจะค่อย ๆ คลายออก คล้ายอุ้งเท้าแมวน้อยที่กำแล้วปล่อยเบา ๆ
ฝ่ามือของเขาแนบอยู่ตรงท้ายทอยเธอ นิ้วหัวแม่มือลูบไล้แนวกรามอย่างอ่อนโยน
จูบครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ๆ
ต่างจากท่าทีดุดันตามปกติของเขา ราวกับอยากหลอมเธอให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระดูก
เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ แต่กลับบอกไม่ถูกว่าตรงไหน จึงทำได้เพียงส่งเสียงงึมงำตอบรับเขา
