“หน้าที่ของมันคือรับข้อมูลทั้งหมดจากโปรแกรมหลักและระบบ คัดกรองและแก้ไขข้อมูลที่ชั้นกลาง จากนั้นตัดสินใจว่าเนื้อหาส่วนไหนปล่อยผ่านได้ ส่วนไหนต้องดักไว้ เมื่อถึงเวลาเหมาะสม เราจะใช้มันเข้าควบคุมช่องทางที่โปรแกรมหลักใช้ส่งคำสั่งถึงระบบได้โดยตรง ถึงขั้นทำให้ระบบเข้าใจว่าเราเป็นโปรแกรมหลักเอง และสุดท้ายเปลี่ยนระบบให้กลายเป็นจุดยึดเหนี่ยวที่เป็นอิสระ”
หรงเช่อสอดมือข้างหนึ่งไว้ในกระเป๋าเสื้อฮู้ด อีกมือยันขอบโต๊ะควบคุมไว้ ฟังรายงานจบแล้วสีหน้าและแววตาก็ยังไม่เปลี่ยน เพียงถอดแหวนจากนิ้วนางแล้วสวมกลับเข้าไป ทำซ้ำอยู่รอบหนึ่ง
จากนั้นเขาก็ช้อนตาขึ้นแล้วพูดว่า “ต่อเลย”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความแหบเล็กน้อย ท้ายประโยคราบเรียบ
ฟางซวี่พยักหน้าแล้วพูดต่อ “แต่มีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง ค่าคลาดเคลื่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ค่าคลาดเคลื่อนที่ระบบแสดงอยู่คือ 49.98% แต่ค่าจริงเพิ่มขึ้นไปถึง 87% แล้ว ถ้าเริ่มใช้แผนนี้ ค่าคลาดเคลื่อนที่ระบบได้รับอาจกระโดดขึ้นไปถึง 55% หรือสูงกว่า 70% ได้ทันที ตัวเลขนี้เกินเส้นเตือนภัยที่ตั้งไว้มาก ถึงตอนนั้นมันมีโอกาสสูงที่จะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไปยังโปรแกรมหลักทันที และถ้ากลไกรายงานแบบบังคับของระบบถูกกระตุ้น...”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ไม่ได้พูดต่อ คล้ายกำลังไตร่ตรองถ้อยคำ
ผ่านไปหลายวินาที หรงเช่อก็เอ่ยถาม “โอกาสล้มเหลวสูงไหม”
“ตามหลักอัลกอริทึม มีโอกาสล้มเหลว 80% ต้องดูว่าระบบของคุณเคอจะรายงานขอความช่วยเหลือทันทีหรือเปล่า”
ฟางซวี่สูดหายใจลึก ก่อนตัดสินใจพูดทุกอย่างออกมา “ถ้าระบบไม่รายงานทันที อย่างน้อยเราก็จะมีเวลาเตรียมตัว ถึงตอนนั้นผมมั่นใจครึ่งหนึ่งว่าจะสำเร็จ แต่ถ้าค่าคลาดเคลื่อนเปิดโปงพวกเราทุกคน รวมถึงผู้ทำภารกิจและทุกการกระทำของคุณ ถึงตอนนั้นโปรแกรมหลักอาจสั่งให้ระบบเข้าควบคุมเนื้อเรื่องโดยบังคับ บิดทุกอย่างให้กลับไปตามเส้นเรื่องของนิยายต้นฉบับ โดยไม่เหลือพื้นที่ให้แก้ไขเลยแม้แต่น้อย”
