ร่วมรายการรักกับคนที่แอบรัก

ตอนที่ 2 วันวานที่โยวหยางเก็บมา

7 นาที· 1.5K คำ
เนื้อหาถูกแปลด้วย AI และขัดเกลาโดยผู้มีประสบการณ์ด้านการแปลเรียบร้อยแล้ว

จิ่งซวี่

นิ้วมือที่ฉู่โยวหยางกำโทรศัพท์แน่นขึ้นเล็กน้อย

เธอไม่ได้ยินชื่อนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ

เธอเลื่อนโทรศัพท์ออกจากหูเล็กน้อย มองโคมไฟบนเพดานที่เห็นเป็นเพียงเงารำไร ภาพใบหน้าหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในหัว

จิ่งซวี่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ปกเสื้อนักเรียนปลิวขึ้นตามแรงลมมุมหนึ่ง ในมือมีขวดน้ำ เขาเงยหน้าดื่ม

มีคนเรียกเขา เขาจึงหันไปทางนั้น มือยังถือขวดน้ำไว้ มุมปากยกขึ้นนิดหนึ่งเป็นการตอบรับ

ตลอดหลายปีหลังจากนั้น ฉู่โยวหยางนึกถึงวินาทีนั้นขึ้นมาเป็นครั้งคราว ไม่ใช่ภาพที่ตราตรึงอยู่ในใจอะไร แค่แสงวูบหนึ่งกับใบหน้าด้านข้าง

เหมือนฟิล์มที่ถ่ายเสีย แถมยังไม่ชัด แต่ก็ยังคงอยู่เสมอ

หากให้อธิบายจิ่งซวี่ตอนอายุ 18 ปี เขาเป็นคนเย็นชา แต่รอบตัวกลับมีผู้คนรายล้อมจนดูครึกครื้น เป็นความขัดแย้งที่กลับไม่ขัดตาเลย

เพราะเขามีบรรยากาศเช่นนั้นติดตัวมาตั้งแต่เกิด สุภาพ แต่ไม่เคยสนิทสนมกับใคร

พูดตามตรง ฉู่โยวหยางนึกออกแค่จิ่งซวี่ตอนอายุ 18 ปี เพราะเธอเคยเห็นเขาแค่ตอนอายุเท่านั้น หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ห่างกันไกล ไม่มีข่าวคราวอีกเลย

ชื่อที่จู่ ๆ ก็โผล่ขึ้นมาทำฉู่โยวหยางมึนงงไปนิด เธอนิ่งไปนานกว่าจะได้สติ

กวนเจียเยว่ซึ่งรู้เรื่องราวในอดีตของเธอทั้งหมดไม่ได้เร่งรัด เพียงไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนถามว่า “โยวหยาง จะไปไหม?”

อาจเป็นเพราะช่วงนี้งานหนักเกินไป สมองเลยรวน ฉู่โยวหยางคิดอะไรไม่ออก ได้แต่ตอบว่า “เจียเยว่ ฉันง่วง”

กวนเจียเยว่รู้ว่าเธองานยุ่ง แถมแทบไม่ได้พัก จึงรีบหยุดพูด ไม่ซักต่อ “โอเค งั้นนอนเถอะ คิดได้แล้วค่อยโทรมานะ”

พอวางสาย ฉู่โยวหยางยังคงจ้องเพดาน เศษเสี้ยวความทรงจำเกี่ยวกับจิ่งซวี่ในวัย 18 วนเวียนอยู่ในหัวรอบหนึ่ง ก่อนความง่วงจะถาโถมเข้ามาอีกครั้ง

เธอคว่ำโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะข้างเตียง พลิกตัวแล้วดึงผ้าห่มมาห่อตัวแน่นขึ้น

คราวนี้เธอหลับไปอย่างรวดเร็ว ในฝันไม่มีจิ่งซวี่

เช้าวันรุ่งขึ้นตอนตื่น แสงแดดส่องลอดช่องผ้าม่านเข้ามาแล้ว

ฉู่โยวหยางควานหาโทรศัพท์มาดูเวลา เก้าโมงสี่สิบเจ็ดนาที

เธอนิ่งไปสองวินาที จำนานไม่ได้แล้วว่าครั้งล่าสุดที่ตื่นหลังเก้าโมงคือเมื่อไหร่

ตั้งแต่เรียนปริญญาเอกจนเริ่มทำงาน ต่อให้เหนื่อยแทบขาดใจ ฉู่โยวหยางก็นอนหลับไม่สนิท แถมยังตื่นเช้าเสมอ การนอนหลับได้เต็มอิ่มแบบนี้แทบจะเหมือนได้รับพร

พอนึกถึงคนที่กวนเจียเยว่พูดถึงเมื่อคืน เธอก็ยกมือนวดหว่างคิ้วอย่างจนใจ

ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว เขาก็ยังทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจได้เหมือนเดิม

แอบรักเขาทีไรก็หลับสบายทุกที

เธอส่ายหน้า ก่อนเปิดผ้าห่มลุกจากเตียง

ตอนล้างหน้าแปรงฟัน เธอมองกระจกแล้วเห็นว่าสีหน้าดีกว่าเมื่อวานนิดหน่อย ใต้ตาคล้ำน้อยลง ความเหนื่อยล้าหม่นหมองในดวงตาก็จางไปไม่น้อย

ฉู่โยวหยางยืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้า วักน้ำขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วตบลงบนใบหน้า ปลุกตัวเองให้ตื่นเต็มตา

หยดน้ำไหลลงมาตามแนวกราม เธอมองใบหน้าเปียกชุ่มในกระจก ความคิดหนึ่งในใจชัดเจนราวกับถูกน้ำชะล้าง

คำชวนไปร่วมรายการเดตของกวนเจียเยว่ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

เธอจำต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า เธออยากเจอจิ่งซวี่มากทีเดียว

กาลเวลาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ต่อให้เป็นความรักข้างเดียวที่ตราตรึงเพียงใดในวัยเยาว์ เมื่อวนผ่านปีแล้วปีเล่าก็ยังถูกฝุ่นเกาะทับ

ช่วงเวลาที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ใจเต้นแรงจนรู้สึกว่างดงามเหลือเกิน ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปแล้ว

แต่เพียงชื่อของเขาปรากฏขึ้น ความทรงจำก็ถูกลมพัดเปิดออกเพียงมุมหนึ่ง แล้วพลุ่งพล่านขึ้นมาไม่หยุด

จู่ ๆ เธอก็อยากลองคว้าคำตอบให้ความรักข้างเดียวในวัยเยาว์ เพื่อหาที่วางให้ความหวั่นไหวที่ไม่เคยจางหายไปตลอดกาลนาน

เธอจ้องมองตัวเองอยู่สองสามวินาที ก่อนหันหลังเดินออกจากห้องน้ำ

ฉู่โยวหยางค้นในกล่องที่เก็บของเก่าไว้ จนในที่สุดก็เจอสมุดเล่มหนึ่ง

เดิมทีสมุดเล่มนี้ไม่มีชื่อ เมื่อหลายปีก่อนเธอบังเอิญหยิบขึ้นมาเปิด แล้วนึกครึ้มใจเขียนคำไม่กี่คำลงบนปกว่า “วันวานที่โยวหยางเก็บมา”

ถือเสียว่าเป็นบันทึกความทรงจำในวัยเยาว์ เขียนเสร็จก็เก็บไว้และไม่เคยเปิดอีกเลย วันนี้เธอมองสมุดเล่มนี้แล้วพลิกอ่านสองสามหน้า

วันเวลาในอดีตหวนคืนมา เธอพลันมองเห็นโอกาสเล็ก ๆ ที่จะกลับไปยังวันวาน จนอดอยากคว้าเอาไว้ไม่ได้

ฉู่โยวหยางปิดสมุดดัง “ปั้ก” แล้วค้นหาข้อมูลรายการที่กวนเจียเยว่ส่งมาให้ก่อนหน้านี้ในโทรศัพท์ ไฟล์ค่อนข้างใหญ่ เธอไม่เคยเปิดมาก่อน จึงต้องรอดาวน์โหลดอยู่พักหนึ่ง

ไม่นานเธอก็อ่านข้อมูลเกี่ยวกับรายการเดตจนครบ ส่งข้อความหากวนเจียเยว่แล้วออกจากบ้าน

เธอมาถึงสถาบันวิจัยเกือบสิบโมงครึ่ง แล้วขึ้นลิฟต์ตรงไปชั้นสาม

ในห้องทำงานของเหล่าอู๋

เหล่าอู๋มีชื่อเต็มว่าอู๋เลี่ยงเฉวียน เป็นบุคคลระดับปรมาจารย์ในแวดวงดาราศาสตร์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการสำคัญ และยังเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของฉู่โยวหยางด้วย

เหล่าอู๋อายุห้าสิบต้น ๆ ผมหงอกไปกว่าครึ่ง แต่ยังดูเป็นนักวิชาการผู้สุภาพและสุขุม เขาสวมแว่นกรอบเหลี่ยม กำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์

ฉู่โยวหยางเคาะประตูแล้วเดินเข้าไป “อาจารย์”

ได้ยินเสียงเคาะประตู เขาเงยหน้าขึ้นเห็นเธอแล้วสีหน้าก็คลายลง “เสี่ยวฉู่ วันนี้ไม่ใช่วันหยุดเหรอ ทำไมมาล่ะ?”

“นั่งก่อน” เหล่าอู๋ดันแว่นขึ้น “มาพอดีเลย กำลังดูผลงานวิจัยของพวกเธออยู่ ทำได้ดีมาก”

ฉู่โยวหยางนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน “ขอบคุณค่ะอาจารย์”

ทั้งสองคุยกันเรื่องวิวัฒนาการของดาราจักรอยู่พักหนึ่ง พอคุยเสร็จ เหล่าอู๋ก็ถอดแว่นออกมาเช็ดเลนส์ แล้วถามเธอว่า “แล้วบทความต่อยอดจากแบบจำลอง คิดว่าจะเริ่มเขียนเมื่อไหร่?”

ฉู่โยวหยางบอกจุดประสงค์ที่มาครั้งนี้ “อาจารย์คะ ข้อมูลหลักของแบบจำลองประมวลผลเสร็จหมดแล้ว ส่วนการวิเคราะห์ต่อยอดกับบทความ หนูเอากลับไปเขียนที่บ้านได้ค่ะ โครงการก็ใกล้จบแล้ว หนูอยากลาพักสักระยะค่ะ”

มือที่กำลังเช็ดเลนส์ของเหล่าอู๋ชะงัก เขาเงยหน้ามองเธอ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “นานแค่ไหน?”

ฉู่โยวหยางตอบ “หนึ่งเดือนค่ะ”

เหล่าอู๋สวมแว่นกลับเข้าไป ในห้องทำงานเงียบไปครู่หนึ่ง

เหล่าอู๋ถาม “ลาพักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?”

ฉู่โยวหยางคิดจริงจังอยู่พักหนึ่งแต่ก็นึกไม่ออก จึงตอบตามตรงว่า “จำไม่ได้ค่ะ”

“หนึ่งเดือน” เหล่าอู๋ทวนตัวเลขนั้นแล้วพยักหน้า “ได้ อนุมัติ”

ฉู่โยวหยางชะงักไปนิดหนึ่ง

เธอนึกว่าจะต้องพูดอธิบายอยู่หลายประโยค อย่างไรเสียการลาหนึ่งเดือนก็ไม่ใช่ระยะเวลาสั้น ๆ สำหรับสถาบันวิจัย ยิ่งไปกว่านั้นเธอเพิ่งปิดโครงการใหญ่ไป โอกาสกำลังเหมาะที่จะต่อยอดให้ได้ผลงาน

“แต่...” เหล่าอู๋ยื่นนิ้วมาแตะโต๊ะสองที “ร่างแรกของบทความต้องเอาติดตัวไปด้วย ฉันไม่เร่งหรอก เขียนเสร็จแล้วเอามาให้ดูก่อน”

เหล่าอู๋ยังคุยง่ายอยู่ ฉู่โยวหยางยิ้ม “ไม่มีปัญหาค่ะ”

“ไปทำเรื่องลาพักเถอะ” เหล่าอู๋โบกมือ แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ “จริงสิ หาเวลาไปกินข้าวที่บ้านด้วยนะ อาจารย์หญิงบอกว่าไม่ได้เจอเธอมานานแล้ว”

ฉู่โยวหยางพยักหน้ารับ เหล่าอู๋เป็นอาจารย์ที่เข้มงวด ส่วนอาจารย์หญิงเป็นคนอ่อนโยน เธอรู้จักทั้งสองมาหลายปีแล้ว ตอนเรียนปริญญาเอก อาจารย์หญิงก็มักชวนเธอไปกินข้าวที่บ้านและคอยบำรุงอาหารให้

“อาจารย์คะ” ฉู่โยวหยางเรียกเหล่าอู๋

เหล่าอู๋เงยหน้าขึ้น “มีอะไรอีก?”

ฉู่โยวหยางแค่อ่านข้อมูลที่กวนเจียเยว่ส่งมาให้คร่าว ๆ ยังไม่ค่อยรู้รายละเอียดของรายการเดต จึงไม่ได้ตั้งใจจะเล่าลงลึก

“อาจารย์คะ ช่วงลาพักหนูตั้งใจจะไปร่วมรายการวาไรตี้รายการหนึ่ง เลยมาบอกอาจารย์ไว้ก่อน เดี๋ยวหนูจะไปเซ็นสัญญารักษาความลับค่ะ”

ทางสถาบันวิจัยมีกฎที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หากเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมต้องแจ้งให้ทราบและเซ็นสัญญา

รายการวาไรตี้น่ะหรือ เหล่าอู๋รู้จักอยู่ เขาเองก็เคยได้รับเชิญให้ไปออกรายการวาไรตี้ของสถานีโทรทัศน์กลาง เพื่อเล่าความรู้ด้านดาราศาสตร์และเผยแพร่ความรู้ คิดว่าครั้งนี้ก็คงคล้าย ๆ กัน

เขามั่นใจในความสามารถของลูกศิษย์ตัวเองมาก “ได้ ไปเถอะ”

เนื้อหานี้ได้รับการคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้พิมพ์ อ่านต่อได้ที่ BaoNovel.com
ดันขึ้นเพื่อไปตอนถัดไป