ฉู่โยวหยางออกมาจากสถาบันวิจัย ขมับเต้นตุบ ๆ
ช่วงนี้เธอทำงานล่วงเวลาหนักมาก เรียกได้ว่าแทบจะย้ายไปอยู่ในห้องแล็บแล้ว
โชคดีที่หลังจากปรับค่าพารามิเตอร์ต่อเนื่องมาหลายเดือนและจำลองวิวัฒนาการของกาแล็กซี แบบจำลองก็จำลองปรากฏการณ์ที่สังเกตได้สำเร็จ ทั้งยังยืนยันข้อสันนิษฐานทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้องได้อย่างสมบูรณ์
งานได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นับว่าจบไปช่วงหนึ่งแล้ว เธอจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
ฉู่โยวหยางยกมือกดขมับเบา ๆ แล้วเดินไปทางลานจอดรถ
ตอนนี้เธอแค่อยากกลับบ้านไปนอนให้เต็มอิ่มสักสามวันสามคืน
“วิศวกรฉู่!” เสียงเรียกดังมาจากไม่ไกล
ฉู่โยวหยางเงยหน้ามอง สบตากับคนในฝั่งคนขับที่เป่าปากผิวปากใส่เธออย่างกะล่อน “สาวสวยจะไปไหน ให้ไปส่งไหม”
เป็นเพื่อนกันมาหลายปี ฉู่โยวหยางชินกับท่าทางแบบนี้ของฉินหมิงอวี้แล้ว เปลือกตายังไม่กระดิกด้วยซ้ำ เธอลากร่างที่เหนื่อยล้าเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารแล้วเข้าไปนั่ง
เธอคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างลวก ๆ ก่อนหลับตาพิงพนัก “รบกวนวิศวกรฉินด้วยนะ ไปจื่อจินฝู่”
“รับทราบ!” ฉินหมิงอวี้สตาร์ตรถอย่างคล่องแคล่วแล้วขับออกจากสถาบันวิจัย
จื่อจินฝู่ไม่ได้อยู่ไกลจากสถาบันวิจัยนัก ตั้งแต่ลงจากห้องไปเอารถที่โรงจอดรถ แล้วขับจากโรงจอดรถมาจอดที่สถาบันวิจัย รวมแล้วไม่ถึง 10 นาที
ใช้เวลาแทบไม่ต่างจากตอนฉู่โยวหยางเดินจากจื่อจินฝู่ไปที่ทำงาน ถ้าเดินเร็วหน่อย บางทีอาจเร็วกว่าขับรถด้วยซ้ำ
ฉินหมิงอวี้อดสงสัยไม่ได้ “สถาบันวิจัยอยู่ใกล้บ้านเธอ แถมเธอก็ไม่ชอบขับรถ แล้วจู่ ๆ ทำไมถึงคิดซื้อรถล่ะ”
ฉู่โยวหยางเอนตัวนิ่มพับอยู่บนเบาะราวกับไร้กระดูก ขยับแค่ปาก “ก็เพราะคุณพ่อฉู่นั่นแหละ คิดว่าขับรถไปทำงานเป็นของคู่กัน เลยยืนกรานให้ซื้อรถสักคัน”
พูดถึงเรื่องนี้ฉู่โยวหยางก็ปวดหัว รถจอดทิ้งไว้ในโรงรถนาน ไม่ได้ขับเลย ครั้งก่อนมีธุระด่วนต้องใช้รถ พอขับไปไกลหน่อย รถดันมาเสียกลางทาง
กว่าจะจัดการเรื่องรถเสร็จ ธุระก็แทบจะล่าช้าไปแล้ว ต่อมาศูนย์บริการรถยนต์โทรมาบอกว่าแบตเตอรี่เสีย จึงเปลี่ยนลูกใหม่ให้ พนักงานยังอุตส่าห์เตือนอย่างรับผิดชอบว่าไม่ควรจอดรถทิ้งไว้นานเกินไป ไม่อย่างนั้นรถอาจเสียได้ง่าย
เธอถึงจำใจต้องขับรถไปทำงานทุกวัน
พอเจอไฟแดงข้างหน้า ฉินหมิงอวี้ก็จอดรถ แล้วฉวยโอกาสเหลือบมองฉู่โยวหยาง
พูดตามตรง รู้จักฉู่โยวหยางมาหลายปี เธอเห็นทั้งตอนอีกฝ่ายมอมแมมอยู่ในห้องแล็บ เห็นตอนใช้ชีวิตสบาย ๆ ไม่พิถีพิถัน และเห็นตอนแต่งตัวสวยสง่าเปล่งประกาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอดตะลึงกับใบหน้านี้อยู่บ่อย ๆ
ทว่าตอนนี้ ใบหน้าสวย ๆ นั้นกลับมีรอยคล้ำใต้ตาเป็นวงใหญ่
ฉินหมิงอวี้อดเป็นห่วงไม่ได้ จึงเริ่มบ่นซ้ำเรื่องเดิมด้วยความหวังดีอีกครั้ง
“โยวหยาง ฉันรู้ว่าเธอรักดาราศาสตร์ แต่หลายปีมานี้เธอทุ่มเทหนักพอแล้วนะ ความก้าวหน้าพุ่งพรวด ๆ เส้นทางที่คนอื่นใช้เวลากว่าสิบปี เธอกลับย่นให้เหลือไม่ถึงสิบปี พักบ้างเถอะ ไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อย”
พูดแล้วเธอยังหันมายกมือตบอก รับรองกับอีกฝ่าย “สบายใจได้ ตอนเธอไม่อยู่ ฉันจะช่วยแบกงานดาราศาสตร์ของประเทศเราไว้ให้เอง”
ฉู่โยวหยางถูกทำให้ขำจนลืมตาขึ้น กำลังจะพูด แต่พอเห็นไฟเขียวก็ชี้ไปข้างหน้า “ไฟเขียวแล้ว ขับรถสิ”
ฉินหมิงอวี้หันกลับไป เหยียบคันเร่ง รถแล่นผ่านทางแยกอย่างนุ่มนวล
“วิศวกรฉินของเราไม่ได้แค่แบกงานดาราศาสตร์ของประเทศไหว แต่ยังแบกถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับกล่องอาหารเดลิเวอรีในออฟฟิศไหวด้วยนะ” น้ำเสียงฉู่โยวหยางเจือรอยยิ้มชัดเจน
“เฮ้ย พูดเกินไปแล้วนะ” ฉินหมิงอวี้แกล้งทำเป็นโมโห “เธออ่านบทความเรื่องแบบจำลองการกระจายตัวของสสารมืดที่ฉันเขียนเมื่อเดือนก่อนไหม ความเห็นจากผู้ประเมินบอกว่ายอดเยี่ยมเชียวนะ”
“อ่านแล้ว ส่วนที่ฟิตข้อมูลยังหยาบไปหน่อย ฉันเลยตีกลับไป แก้เสร็จแล้วค่อยส่งมาให้ตรวจใหม่”
“...” ฉินหมิงอวี้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ที่แท้เธอเป็นผู้ประเมินงานฉันเหรอเนี่ย”
ฉู่โยวหยางหลับตา มุมปากโค้งขึ้น “แค่บังเอิญได้มาอยู่ในมือฉันเอง แก้เถอะ พอแก้เสร็จฉันจะอนุมัติให้”
ฉินหมิงอวี้กัดฟันกรอด ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาในที่สุด “ได้ ๆ วิศวกรฉู่พูดถูกหมดเลย”
ในรถเงียบไปไม่กี่วินาที เหลือเพียงเสียงลมจากเครื่องปรับอากาศที่พัดเบา ๆ
ฉู่โยวหยางหลับตา ดูเหมือนจะหลับไปแล้ว
รถผ่านไปสองแยก ก่อนเลี้ยวเข้าสู่ถนนร่มรื่นในจื่อจินฝู่
พื้นที่สีเขียวในโครงการได้รับการดูแลอย่างดี เรือนยอดของต้นอู๋ถงแผ่กว้างจนบดบังท้องฟ้า แสงแดดลอดผ่านช่องใบไม้ลงมา ทำให้เกิดลายแสงวูบไหวบนฝากระโปรงรถ
ฉินหมิงอวี้จอดรถ ปลดเข็มขัดนิรภัย แล้วกำลังจะปลุกฉู่โยวหยาง
ฉู่โยวหยางลืมตาขึ้น มองฉินหมิงอวี้พร้อมรอยยิ้ม “หมิงอวี้ งานดาราศาสตร์ของประเทศเราอาจต้องรบกวนเธอช่วยแบกไปสักพักจริง ๆ แล้วล่ะ”
ฉินหมิงอวี้เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ปกติพอพูดถึงเรื่องพักผ่อน ฉู่โยวหยางมักบอกว่างานเยอะ ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง แต่คราวนี้กลับตอบตกลงเสียอย่างนั้น
เรียนปริญญาตรีต่อปริญญาเอกแบบรวดเดียวรวมแปดปี แล้วเข้าทำงานในสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ชั้นนำของหอดูดาวดาราศาสตร์แห่งชาติเป็นกรณีพิเศษอีกสองปี ฉินหมิงอวี้ไม่เคยเห็นฉู่โยวหยางพักผ่อนอย่างจริงจังเลยสักครั้ง
ที่น่าโมโหกว่านั้นคือเจ้าตัวกลับมาพร้อมอายุแค่ 27 ปี ส่วนเธอยังดิ้นรนอยู่ในช่วงหลังปริญญาเอกอย่างยากลำบาก
พอได้ยินชัด ๆ ว่าฉู่โยวหยางพูดอะไร ฉินหมิงอวี้ก็เขย่าไหล่เธอแรง ๆ
“ในที่สุดเธอก็คิดได้สักที! รู้ไหม แค่เห็นเธอทำงานแบบไม่ห่วงชีวิต ฉันก็กลัวว่าสักวันเธอจะล้มตึงไปเลย”
ฉู่โยวหยางถูกเขย่าจนเวียนหัว รีบห้ามฉินหมิงอวี้ “พอแล้ว ๆ ถ้าเธอไม่หยุด ฉันคงล้มตึงตอนนี้แหละ”
ฉินหมิงอวี้หัวเราะคิกคักแล้วหยุดมือ
ฉู่โยวหยางนั่งตัวตรง ขยับคอที่แข็งเกร็ง กระดูกลั่นกร๊อบสองครั้ง “ฉันวางแผนจะลาพักยาว”
ฉินหมิงอวี้กำลังจะถามต่อว่าเธอคิดจะทำอะไร แต่พอนึกอะไรขึ้นได้ รอยยิ้มที่มุมปากก็หุบลง “ผู้อำนวยการอู๋จะปล่อยเธอไปเหรอ”
“น่าจะนะ งานที่รับผิดชอบใกล้เสร็จแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะคุยกับผู้อำนวยการอู๋ดู” ฉู่โยวหยางปลดเข็มขัดนิรภัย ผลักประตูลงจากรถ “ฉันไปก่อนนะ ขับรถดี ๆ ล่ะ”
“ได้ กลับไปนอนให้เต็มอิ่มเลย” ฉินหมิงอวี้บอก
ฉู่โยวหยางกลับถึงบ้าน อาบน้ำอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเป็นชุดนอนสบาย ๆ แล้วทิ้งตัวลงบนเตียง
เธอเปลี่ยนผ้าห่มไปเมื่อสัปดาห์ก่อน กลิ่นแดดอุ่น ๆ ยังไม่จางหาย เธอมุดเข้าไปห่อตัวไว้ ซุกหน้าลงกับหมอน แล้วถอนหายใจยาว
เปลือกตาล้าแข้ง ขาทั้งแขนหนักอึ้ง สติของเธอเริ่มพร่าเลือนเต็มที
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกะทันหัน แม้ไม่ได้ดังแสบหู แต่ก็ทำลายความเงียบสงบ
เพราะเรื่องงาน ต่อให้นอนอยู่ฉู่โยวหยางก็ไม่ปิดเสียงโทรศัพท์ เธอเอื้อมมือควานหา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอด้วยตาหรี่ปรือ แล้วกดรับอย่างจำใจ
“กวนเจียเยว่ เธอน่าจะดีใจนะที่ฉันไม่ใช่คนตื่นมาแล้วอารมณ์เสีย”
เสียงจากปลายสายเบาลงทันที พูดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “หยางหยางคนดี ขอโทษ ๆ ที่ปลุกนะ ฉันพูดแค่สองประโยคเอง!”
ฉู่โยวหยางตอบ “พูดมา”
“คือว่า เรื่องรายการหาคู่ที่ฉันพูดถึงครั้งก่อน เธอคิดว่ายังไงบ้าง” น้ำเสียงของกวนเจียเยว่ประจบประแจง
กวนเจียเยว่เพื่อนสนิทของเธอเป็นผู้กำกับรายการ ตอนนี้พวกเขากำลังเตรียมรายการหาคู่ขนาดใหญ่ แต่กลับคิดไม่ตกเรื่องแขกรับเชิญ
ครั้งก่อนตอนนัดกินข้าว พอได้ยินฉู่โยวหยางบอกว่าอยากลาพัก กวนเจียเยว่ก็เกิดความคิดชวนเธอไปออกรายการขึ้นมา ตามคำพูดของกวนเจียเยว่ก็คือ “เพื่อนฉันทั้งเก่งทั้งสวย ไม่ไปออกรายการก็เสียของแย่”
ฉู่โยวหยางปฏิเสธทันทีในตอนนั้น เธอแค่อยากพักฟื้นให้เต็มที่ คิดไม่ถึงว่ากวนเจียเยว่จะยังไม่ยอมแพ้
ฉู่โยวหยางถอนหายใจ “เยว่เยว่ ฉันไม่ไปจริง ๆ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง “หยางหยาง ฉันเพิ่งได้ข่าวมา แขกรับเชิญชายคนหนึ่งชื่อจิ่งซวี่”
“ฉันดูประวัติเขาแล้ว เป็นจิ่งซวี่คนเดียวกับที่เรียนมัธยมปลายกับพวกเรา”