“หุบปาก!”
หวังเส้าหัวตวาดใส่ผู้อำนวยการซุนอย่างเกรี้ยวกราด
ตอนนี้หวังเส้าหัวแทบอยากจะเดินเข้าไปเตะสักสองทีเสียเอง
ในฐานะนายอำเภอหนานผิง หวังเส้าหัวเพิ่งอายุ 35 ปีในปีนี้
อนาคตยังอีกยาวไกล
ถ้าจัดการเรื่องวันนี้ได้ไม่ดี มันก็จะกลายเป็นรอยด่างในประวัติการทำงานของเขา
“ซุนซิงไห่”
“เรื่องของคุณ ไว้ฉันค่อยคิดบัญชีทีหลัง”
หวังเส้าหัวเตือนผู้อำนวยการซุนแล้วหันไปทางหูจั้ว
เขากำลังจะเอ่ยแนะนำตัว จู่ ๆ ก็มีเสียงเหน็บแนมดังมาจากห้องทำงานข้าง ๆ
“โอ้โฮ~”
“คำว่า ‘หุบปาก’ นี่ช่างเปี่ยมบารมีเหลือเกินนะครับ”
“เล่นเอาขาสองข้างของผมก้าวไม่ออกเลย”
ระหว่างพูด โหลวกั๋วเฉียงก็เดินออกมาพร้อมสมุดเล่มหนึ่งในมือ
สายตากวาดผ่านใบหน้าของคนเสื้อเชิ้ตขาวกลุ่มนั้นทีละคน
ดูจากหน้าแล้ว เขาไม่รู้จักใครสักคน
“ในพวกคุณ ใครใหญ่สุด?”
หลังโหลวกั๋วเฉียงถามออกไป คนเสื้อเชิ้ตขาวกลุ่มนั้นไม่มีใครแนะนำตัวสักคน นอกจากทำหน้าบึ้งตึง
“หึ!”
โหลวกั๋วเฉียงหัวเราะเยาะ ไม่ได้ใส่ใจ แล้วพูดว่า “งั้นก็ช่างเถอะ ยังไงฉันก็ไม่อยากสมคบคิดกับคนอย่างพวกคุณอยู่แล้ว”
“คุณพูดอะไรน่ะ?”
“อย่าคิดว่า...”
“อย่าคิดว่าอะไร?”
คำว่าสมคบคิดไม่ใช่คำพูดดี ๆ อยู่แล้ว คนเสื้อเชิ้ตขาวคนหนึ่งจึงชี้หน้าโหลวกั๋วเฉียงด้วยความโกรธ ตั้งท่าจะข่มขู่
แต่โหลวกั๋วเฉียงไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดจบ เขาขึ้นเสียงตัดบททันที จากนั้นก็โยนสมุดในมือออกไป แล้วพูดว่า “ท่านผู้นำทั้งหลาย ลองดูสิว่าในสมุดเล่มนี้เขียนอะไรไว้”
“วันนี้ฉันได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ โว้ย”
