ทันทีที่มาถึงห้องทำงาน ทหารยามก็รายงานว่า
“เลขาฯเหอ ข้าพเจ้านำสหายเวินมาพบแล้วครับ”
เวินอี้เดินเข้าไปใกล้ก็เห็นสตรีแซ่เหอหลินนั่งหันหลังให้ประตูอยู่บนที่นั่งของผู้นำอาวุโส เมื่อวานนี้ผู้นำอาวุโสที่ใหญ่ที่สุดในค่ายทหารซึ่งช่วยออกหน้าให้นาง กลับยืนอยู่ข้างกายเหอหลินราวกับลูกน้อง
ผู้นำอาวุโสเห็นเวินอี้ก็กระแอมเบา ๆ
“คนมาแล้ว”
“ไม่เจอกันแค่ไม่กี่ปี หยิ่งยโสถึงเพียงนี้แล้วหรือ ถึงกับต้องให้คนไปเชิญถึงจะมาได้”
คำพูดของเหอหลินเต็มไปด้วยโทสะ พลางเอ่ยถามก็พลางฟาดมือลงบนโต๊ะอย่างแรง จากนั้นก็หันหลังกลับมา…
!!!!!!
“เธอคือเวินอี้น่ะหรือ!!!!!!”
เมื่อนางเห็นคนตรงหน้ากลับเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อในทันใด
“อ๋อ! ใช่แล้วค่ะ”
เวินอี้ตอบ
“เธอเป็นเวินอี้จริง ๆ หรือ”
แม้จะได้ยินคำตอบจากปากเวินอี้ด้วยตนเอง แต่เหอหลินก็ยังไม่อยากเชื่อ
หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าแต่งกายโดดเด่น สง่างาม ใจกว้าง เป็นเวินอี้ที่เมื่อก่อนดำผอมเซอะซะเชยกร่อยขึ้นเวทีไม่ได้จริง ๆ น่ะหรือ
เหอหลินสำรวจเวินอี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า
เวินอี้สะกดกลั้นความไม่พอใจในใจ เอ่ยถามอย่างสงบ
“ฉันมีธุระด่วนนิดหน่อย ท่านมีอะไรกับฉันหรือเปล่าคะ”
ได้ยินคำถามของเวินอี้ เหอหลินชะงักไป ใบหน้าพลันบูดบึ้งทันที
นางกับเวินอี้พบกันทั้งหมดก็แค่สองครั้ง ครั้งแรกเป็นตอนที่นำใบทะเบียนสมรสมาให้ เวินอี้ในตอนนั้น นางไม่ต้องการรับลูกสะใภ้เช่นนี้จากใจจริง จึงไม่ได้ให้สีหน้าดีอะไร
ตอนนั้นเวินอี้ก็ได้แต่ตั้งใจฟังคำกำชับของนาง ไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ครั้งที่สองคือตอนที่ลู่อี๋านโจวถือกำเนิดแล้วนางไปอุ้มเด็ก ตอนนั้นนางยังอ่อนเพลียมาก เมื่อเห็นนางอุ้มเด็กไป เวินอี้ก็ไม่ได้พูดอะไรสักคำ
