เมื่อคิดถึงตรงนี้ เวินอี้ก็ยิ้มบาง ๆ เธอไม่ได้ตั้งใจจะจับมือเล็ก ๆ ของเขาเลยสักนิด ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
แต่ถึงจะขำก็จริง ทว่ากลับรู้สึกปวดใจกับเจ้าเด็กนี่ขึ้นมา
“คุณพ่อ หรือคุณปู่คุณย่าพาหนูไปกินข้าวที่ร้านอาหารมาก่อนไหม”
เด็กน้อยส่ายหัว
“ไม่ครับ คุณพ่องานยุ่ง บางทีหลาย ๆ วันก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ส่วนคุณปู่คุณย่าก็เจอแค่ปีละสองสามวันช่วงตรุษจีน”
“แต่ช่วงนั้นบ้านของคุณปู่คุณย่าก็จะมีแขกมาเยี่ยมเยอะมาก ท่านต้องคอยต้อนรับแขกอยู่ที่บ้าน”
อืม พวกหนุ่มเข้มดุดันเลี้ยงลูกกันแบบนี้จริง ๆ ลู่เจ๋อหมิงเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าลู่เหยี่ยนโจวจะค่อย ๆ เติบโตขึ้นท่ามกลางการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลยโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
เด็กตัวน้อยที่พ่อไม่รัก แม่ก็ไม่อยู่ใกล้ ถูกผู้คนย่ำยีและเลี้ยงดูแบบปล่อยไปตามมีตามเกิด สุดท้ายก็กลายเป็นคนเลือดเย็นไร้ความรู้สึกที่บิดเบี้ยวและก้าวร้าว
“ไป คุณแม่พาไปกินข้าวอร่อย ๆ ที่ร้าน จับมือแม่ไว้ดี ๆ ไปกันเลย!”
เวินอี้ดึงมือลู่เหยี่ยนโจวออกไปข้างนอก เด็กน้อยถูกจูงมือให้เดินตาม ใบหน้าเผยรอยยิ้มไร้เดียงสาที่เด็กในวัยนี้สมควรจะมีออกมาในที่สุด
“ฮิ ๆ ๆ… คุณแม่วิ่งช้า ๆ หน่อยสิ ผมวิ่งตามไม่ทันแล้ว…”
ไม่นึกเลยว่าเด็กชายวัยเจ็ดขวบจะมีเสียงพูดที่ไพเราะราวกับเสียงของเด็กผู้หญิง
บวกกับความหล่อเหลางดงามเหมือนปิศาจร้ายของเขาอีก โธ่เอ๋ย เหมือนว่าเธอจะเริ่มเอ็นดูเจ้าเด็กนี่ขึ้นมาตงิด ๆ แล้ว
